ลักษณะตลาดยางพาราเป็นตลาดของผู้ซื้อ
เนื่องจากมีผู้ซื้อจำนวนน้อยราย ขณะที่เกษตรกรหรือผู้ขายซึ่งมีจำนวนมากมาย
และส่วนมากเป็นเจ้าของสวนยางขนาดเล็ก
ตลาดภายในประเทศ ตลาดภายในประเทศ เกษตรกรชาวสวนยางจะขายยางในรูปของน้ำยางสด
ยางแผ่นดิบและขี้ยาง ให้กับพ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น
จากนั้นพ่อค้าคนกลางจะนำยางไปขายให้กับตลาดกลางยางพารา
โรงงานรมควันและโรงงานยางแผ่นผึ่งแห้ง
หรือเกษตรกรนำยางไปขายให้กับตลาดกลางและโรงงานโดยตรง
การกำหนดราคายาง ราคายางในประเทศถูกกำหนดจากตลาดหลักของโลก
โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยผ่านผู้ซื้อรายใหญ่ต่างประเทศไม่กี่บริษัท
กำหนดราคารับซื้อโดยใช้ราคา F.O.B.
ของยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่คาดว่าจะขายได้ หักด้วยค่าใช้จ่ายในการส่งออก ค่าอากรขาออก
และค่าสงเคราะห์การปลูกแทน
ตลาดต่างประเทศ ตลาดยาง
ที่สำคัญในต่างประเทศมี 6 ตลาด คือ ตลาดกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ ลอนดอน นิวยอร์ค และโอซาก้า
ซื้อขายทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์
ปัจจุบันมีการซื้อขายผ่านตลาดกลางประมาณร้อยละ
30 เท่านั้น
นอกนั้นเป็นการซื้อขายโดยตรง ระหว่างผู้ซื้อซึ่งมักเป็นโรงงานผลิตภัณฑ์ยาง เช่น
ผู้ผลิตยางรถยนต์และยางอื่นๆ กับผู้ส่งออกยางพารา
การส่งออกยางธรรมชาติของไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
(2539 –
2543) การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1.71
ล้านตัน ในปี 2539 เป็น 2.56 ล้านตัน
ในปี 2543 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10.0 ต่อปี โดยในปี 2543
ยางแผ่นรมควันมีปริมาณส่งออกมากที่สุดจำนวน 1,123,149 ตัน
คิดเป็นร้อยละ 43.8
รองลงมาคือ ยางแท่งจำนวน 853,852 ตัน ร้อยละ 33.3 และน้ำยางข้นจำนวน 430,174 ตัน ร้อยละ 16.7
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ปี 2543
คือ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และ มาเลเซีย
โดยส่งออกไปญี่ปุ่นมากที่สุด จำนวน 480,566 ตัน
คิดเป็นร้อยละ 18.9 รองลงมาคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 452,231 ตัน ร้อยละ 17.8 และมาเลเซีย จำนวน 400,836 ตัน ร้อยละ 15.7
ประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทย คือ
อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดโลกปี 2542 ร้อยละ
32.4 และร้อยละ 9.4 ตามลำดับ
ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่ง ร้อยละ 39.9 ประเทศอินโดนีเซียมีการตั้งเป้าหมายจะเลื่อนอันดับมาเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกแทนประเทศไทย
ขณะที่มาเลเซียได้ลดพื้นที่ปลูกยางลงจากการขาดแคลนแรงงาน
และหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรมยางภายในประเทศ
โดยเน้นการใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น
การนำเข้า การนำเข้ายางธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก
937.4 ตัน ในปี 2542 เป็น 1,331.8 ตัน ในปี 2543 เพิ่มขึ้นร้อยละ
42.0 การนำเข้าส่วนใหญ่มาจากประเทศมาเลเซีย
เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้
และนำมาแปรรูปใช้ภายในประเทศและเพื่อการส่งออก
ซึ่งยางนำเข้าจะอยู่ในรูปของน้ำยางข้น ยางเครพ และอื่นๆ
ยางพารา เป็นไม้ยืนต้น
มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตร้อน ซึ่งมีฝนตกชุกแถบอเมริกาใต้ ได้แก่ ประเทศบราซิล เปรู
โคลัมเบีย เวเนซุเอลา และโบลิเวีย
ปี พ.ศ. 2520
Sir Henry Wickhan ได้นำเมล็ดยางพารามาปลูกที่เปรัค
ประเทศ มาเลเซีย จำนวน 9 ต้น และอีก 13 ต้น ปลูกที่สวนพฤกษาชาติ
ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่มาของต้นยางพาราในเอเชีย และแอฟริกาในทุกวันนี้ ประเทศไทย พระยารัษฎานุประดิษฐ์
เจ้าเมืองตรัง ได้นำพันธุ์ยางพารา
จากประเทศมาเลเซีย มาทดลองปลูกครั้งแรก ในปี พ.ศ.
2443 ที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง หลังจากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วทั้ง 14 จังหวัดของภาคใต้ และขยายไปสู่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพการทำสวนยางพาราของไทย การปลูกยางพาราในช่วงแรกๆ นั้น (พ.ศ. 2443 - 2503) เป็นพันธุ์พื้นเมือง
ปลูกร่วมกับไม้ผลและพืชผักอื่นๆ ในบริเวณเชิงเขาและที่ราบเชิงเขา ซึ่งเรียกว่า “ป่ายาง” โดยเมล็ดพันธุ์จะนำมาจากประเทศมาเลเซีย
ซึ่งขณะนั้น เป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1
ของโลก มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง
และทำการปลูกทดแทนพันธุ์พื้นเมืองเดิมไปมาก ประเทศไทยจึงมีความพยายามพัฒนาการทำสวนยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
ได้จัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการทำสวนยางพารา เพื่อดำเนินการวิจัย ส่งเสริม
และพัฒนา ทำให้พื้นที่ปลูกยางพาราขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 7 ล้านไร่
ในปี 2503 เป็น 10 ล้านไร่ ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.3 ต่อปี
โดยพื้นที่บางส่วนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกยางพันธุ์ดีแทนยางพาราพันธุ์เก่าอายุ 25 ปีขึ้นไป โดยสงเคราะห์ให้เกษตรกรไร่ละ 6,800 ต่อปี
เป็นระยะเวลา 6 ปี
ช่วงปี 2529 –
2534 การทำส่วนยางพารามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจาก “ป่ายางหรือสวนสมรม” ไปเป็นพืชเชิงเดียวที่มีเพียงต้นยางพาราอย่างเดียว
โดยปลูกทดแทนพันธุ์ พื้นเมืองเดิมด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าและมีการบำรุงรักษามากขึ้น
ทำให้ผลผลิตยางพาราของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 0.94 ล้านตัน
ในปี 2529 เป็น 1.5 ล้านตัน ในปี 2534 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.7 ต่อปี
ประเทศไทยจึงเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันสวนยางพาราประเทศไทยมีประมาณ 11.5
ล้านไร่ ซึ่งประมาณร้อยละ 93.01
ของสวนยางทั้งหมด เป็นสวนยางขนาดเล็กมีเนื้อที่ระหว่าง 2-50 ไร่ โดยมีขนาดของสวนเฉลี่ย 13 ไร่
และส่วนใหญ่เป็นการปลูกลักษณะเชิงเดี่ยว
ทำให้เกิดความเสี่ยงขณะที่ภาวะราคายางพาราตกต่ำ ประกอบกับประเทศคู่แข่งที่สำคัญคือ
อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
และมีแนวโน้มขยายพื้นที่การปลูกยางมากยิ่งขึ้น
พื้นที่การปลูกยางพารา พื้นที่ปลูกยางพาราของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากจำนวน 10.8
ล้านไร่ ในปี 2531 เป็น 11.5 ล้านไร่ ในปี 2541 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.6
ต่อปี โดยพื้นที่การปลูกยางพาราประมาณร้อยละ 85 อยู่ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งในปี
2541 จังหวัด สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกมากที่สุด จำนวน 1,772,324 ไร่ รองลงมาคือจังหวัดสงขลา
และนครศรีธรรมราช จำนวน 1,631,058 ไร่ และ 1,289,047 ไร่ ตามลำดับ
ผลผลิตยางพารา ผลผลิตยางพาราเพิ่มสูงขึ้นตลอดจาก
1.15 ล้านตัน ในปี 2531 เป็น 2.16
ล้านตันในปี 2541 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.50 ต่อปี เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ประการแรก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ให้ผลผลิต ซึ่งเพิ่มจาก 9.24 ล้านไร่ ในปี 2531 เป็น 9.54 ล้านไร่
ในปี 2541 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.32 ต่อปี
ประการที่สอง เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดี
ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 136 กก./ไร่ ในปี 2531 เป็น 225 กก./ไร่ ในปี 2541 ผลผลิตยางพารา ปี 2541
ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ คิดเป็นร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งประเทศ
จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีปริมาณผลผลิตยางพาราสูงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 368,667 ตัน รองลงมาคือ จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสงขลา จำนวน 278,674 ตัน และ 267,180 ตัน ตามลำดับ
ข้อเสนอแนะต่อภาคอุตสาหกรรม
1. สร้างระบบฐานข้อมูลด้านผลผลิตใหม่ที่น่าเชื่อถือ โดยมีรายละเอียดของการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อความพร้อมในการบริหารอุปทานยาง
2. สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพยางพาราของไทย รวมทั้งกระบวนการจัดชั้นแผ่นยาง และการรักษาคุณภาพของยางแท่งของไทยให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่มีความสม่ำเสมอ ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำอยู่ได้
3. ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมากขึ้น หรือมีการปรับโครงสร้างภาษีที่เอื้อำนวยต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราเอง จึงกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต่างประเทศ
4. พัฒนาท่าเรือน้ำลึกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันไทยมีการส่งออกยางพาราโดยทางเรือ ซึ่งแม้ว่าไทยจะมีแหลมฉบังเป็นท่าเรือที่สามารถส่งไปจีนได้โดยตรง แต่การขนส่งยางทางภาคใต้ของไทยนิยมส่งผ่านท่าปีนังของมาเลเซีย เนื่องจากอยู่ใกล้มากกว่า และมีค่าขนส่งที่ถูกกว่า ในขณะที่ท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือท่าเรือสงขลา แต่เป็นท่าเรือน้ำตื้น ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ จึงจำเป็นต้องไปขนถ่ายต่ออีกทีหนึ่ง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
5. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนภายในประเทศ เพื่อลดสภาวะของการแข่งขันกันตัดราคายางพารา โดยมีภาครัฐเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือ รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการซื้อขายยางให้มีการปฏิบัติตามสัญญาทางการค้าอย่างถูกต้องมากขึ้น
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการเจรจาการค้า
1. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกให้มีวัตถุประสงค์ในการค้าร่วมกัน และโดยเฉพาะร่วมกันบริการอุปทานของยางพาราที่มีไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เป็นผู้นำของกลุ่มอเซียน
2. เร่งเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับจีน โดยเฉพาะการยกเลิกภาษีระบบโควต้าให้เร็วกว่าปี 2547 ที่จีนมีพันธะไว้กับ WTO เพราะจีนมีการนำเข้ายางมากกว่าโควต้าที่กำหนดไว้อยู่แล้ว
3. สนับสนุนการร่วมทุนระหว่างไทยและจีน เพราะจีนมีบุคลากรที่ค่อนข้างมีความพร้อมมากกว่าไทย เช่น การมีวิศวกรด้านยางโดยเฉพาะ ซึ่งการร่วมทุนน่าจะทำให้จีนมีการย้ายโรงงานมายังไทยมากขึ้น และหากมีนโยบายรัฐให้การสนับสนุนก็น่าจะทำให้ไทยสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านนี้ได้เอง

ภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนนั้น หมายถึง จีนจะทำการเก็บภาษีศุลกากรจากไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนในอัตราร้อยละศูนย์ ในขณะที่ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนก็จะทำการเก็บภาษีศุลกากรกับจีนในอัตราร้อยละศูนย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรการต่างๆ ที่มิใช่ภาษีศุลกากรก็จะหมดไปจนกระทั่งมีการค้าแบบเสรีอย่างสมบูรณ์ภายในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน
การตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน จีนในส่วนของอุตสาหกรรมยางธรรมชาตินั้น การลดภาษีนำเข้าและการยกเลิกโควต้าจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศในด้านราคาขายยางพาราในจีนที่ถูกลง เนื่องจากการลดภาษีนำเข้า โดยมีการคาดการณ์ของสมาคมยางพาราไทยว่าในปี 2550 จีนจะมีการใช้ยาง 1.40 ล้านตัน และเพิ่มเป็น 1.65 ล้านตันในปี 2555 ในขณะที่การผลิตยางธรรมชาติของจีนค่อนข้างคงที่ ประมาณ 470,000 ตัน จึงน่าจะเป็นโอกาสทางการค้าที่ดีมากของไทย
เมื่อพิจารณาโดยรวมกลับพบว่าผลกระทบของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อไทยโดยภาพรวมซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางมากกว่าที่จีนนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย การเปิดเสรีจึงเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ทำจากยางของจีนไปในตัวด้วย
ปริมาณการบริโภคยางพาราของจีน ในปี 2543 มีอัตราการเติบโตอย่างมากจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนด้านสาธารณูปโภค และการกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นผลดีต่อทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาง ที่ได้รับผลจากการที่มีรถยนต์มากขึ้นทำให้มีการใช้ล้อยางมากขึ้น ความต้องการยางธรรมชาติจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ในปี 2543 จีนมีการบริโภคยาง 1.08 ล้านตัน ส่วนในปี 2544 จีนมีการบริโภคยางทั้งสิ้น 1.07 ล้านตัน ลดลงจากปี 2543 เล็กน้อย
จีนมีความต้องการยางธรรมชาติเป็นจำนวนมากในการผลิตยางล้อที่มีทั้ง ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์ ส่วนผลิตภัณฑ์ยางมียางรัดของ ท่อยาง รองเท้ายาง และยางรัดกางเกงหรือชุดชั้นใน ซึ่งการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดต้องการวัตถุดิบต่างกัน คือ
- ยางแท่งและยางแผ่น ใช้ในการผลิตยางล้อ เป็นส่วนประกอบใน mold เพื่อผลิตส่วนประกอบรถยนต์ และ consumer product เช่น ขอบประตู หน้าต่าง ยางรองคอสะพาน เป็นต้น
- น้ำยางข้น ใช้ในการผลิต ถุงมือยาง พื้นรองเท้า หมอน ฟูก กาว เป็นต้น
การใช้ยางธรรมชาติเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมดของจีนนั้นแบ่งได้เป็น 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดเพื่อใช้ในการทำท่อยาง และตลาดเพื่อใช้ในการทำยางล้อ โดยสามารถแบ่งได้เป็นยางล้อจำนวนร้อยละ 60 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 เป็นยางอื่นๆ เช่น ท่อยาง เทปยาง สายยางปะเก็นน้ำมัน และยางแท่นกันสะเทือน เป็นต้น
การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมท่อยาง เมื่อเทียบระหว่างตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดเพื่อทำท่อยางจะพบว่า ตลาดยางธรรมชาติเพื่อใช้ในการทำท่อยางมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปี 2543 จีนมีความต้องการใช้ท่อยางจำนวน 170 ล้านเมตร และมีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้ท่อยาง 178 ล้านเมตรในปี 2545 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.3 ต่อปี ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมท่อยางของจีนในปัจจุบันจะเน้นการพัฒนาท่อยางเจาะน้ำมันที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ ท่อยางแรงดันสูง และท่อยางที่ใช้ในรถยนต์
การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อในจีน จีนมีความต้องการยางธรรมชาติเป็นจำนวนมากในการผลิตยางล้อที่ประกอบด้วย ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์ โดยยางรถยนต์แยกเป็นยางรถบรรทุก ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยางรถที่ใช้ในการเกษตร และยางล้อเครื่องบิน ซึ่งปัจจุบันจีนสามารถผลิตยางยานพาหนะได้มากกว่า 1,200 ชนิด โดยมีมาตรฐานถึง 8,500 มาตรฐาน ซึ่งมณฑลที่มีการผลิตยางล้อมากที่สุดในปี 2538 อยู่ที่ Shandong คิดเป็นร้อยละ 45.2 ของการผลิตยางล้อทั้งประเทศ รองลงมา คือ มณฑลกวางตุ้งร้อยละ 15.8 เซี่ยงไฮ้ ร้อยละ 13.4 ฟูเจียนร้อยละ 13.1 เจียงซู ร้อยละ 10.6 ยูนนานร้อยละ 1.5 และไหหลำร้อยละ 0.4
ในปี 2539 จีนมีโรงงานผลิตยางล้อรถประมาณ 300 โรง และใช้ยางในการผลิตยางล้อจำนวนทั้งสิ้น 957,000 ตัน ปี 2543 มีการใช้เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากปี 2539 ปีละ 6% โดยเป็นการผลิตยางล้อทั้งสิ้น 60.6 ล้านเส้นในปี 2539 ในขณะที่ปี 2540 ผลิตได้ 69 ล้านเส้น ปี 2543 ผลิตได้ 80 ล้านเส้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็นยางแต่ละประเภท ดังนี้
จีนผลิตยางรถจักรยานได้ 16 ล้านเส้นในปี 2539 โดย ปี 2543 ผลิตได้ 45 ล้านเส้น ในขณะที่ในปี 2539 ผลิตยางรถจักรยานยนต์ได้ 120 ล้านเส้น และเพิ่มเป็น 220 ล้านเส้นในปี 2543 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8 % ในด้านของยางเรเดียล ปี 2539 จีนผลิตได้ 9.9 ล้านเส้นหรือคิดเป็น ร้อยละ 15 ของการผลิตยางล้อทั้งหมด โดยในปี 2540 เพิ่มเป็น 12.8 ล้านเส้น และในปี 2543สัดส่วนการผลิตยางเรเดียลจะเพิ่มขึ้นเป็น
ร้อยละ 35 ซึ่งถือว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะการขยายตัวของการลงทุนจากบริษัทผลิตยางเรเดียลของจีนเองและจากต่างประเทศ เช่น บริดจสโตน มิชลิน และกู๊ดเยียร์ ในปี 2543 -2544 จำนวนรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านคัน โดยเป็นรถโดยสาร 1.25-1.28 ล้านคัน โดยเป็นการใช้ยางรถโดยสารเพิ่มขึ้น 60.3 ล้านเส้น และยางเรเดียล 40 ล้านเส้น และจากสถิติของ International Rubber Study Group ดังตารางที่ 20 พบว่าจีนมีการผลิตยางรถยนต์ซึ่งรวมทั้งรถส่วนตัวและรถบรรทุกจำนวน 121.60 ล้านเส้นในปี 2543 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2544 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2543 ด้วย และในปี 2544 มีการประมาณการว่าจะมีการผลิตล้อยางไม่ต่ำกว่า 135 ล้านเส้น
ในการผลิตยางล้อนั้นในอดีตนิยมใช้ยางแผ่นในการผลิต โดยยางแผ่นที่ใช้เป็นยางแผ่นคุณภาพต่ำ(ยางแผ่นเกรด 3 ซึ่งเป็นยางแผ่นเกรดที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด) แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้ยางแท่งในการผลิตยางรถยนต์มากขึ้น เนื่องจาก โรงงานผลิตยางรถยนต์สมัยใหม่สามารถใช้ทั้งยางแท่งและยางแผ่นรมควันเป็นวัตถุดิบ ต่างจากเทคโนโลยีสมัยเก่าที่เน้นการใช้ยางแผ่นรมควันมากกว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมล้อยางนี้ขึ้นอยู่กับ 2 องค์ประกอบหลักคือ นโยบายทางด้านคมนาคมของจีนทีเกี่ยวกับการสร้างถนนเชื่อมโยงโดยเฉพาะระหว่างเมืองและมณฑลต่าง ๆ และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อให้เป็นพาหนะของประชาชนที่มีอำนาจในการซื้อ
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
การผลิต
ยางพาราของจีนในปี 2539 ให้ผลผลิต 163 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งประสิทธิภาพการผลิตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2542 ที่ได้ผลผลิต 187.6 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ภายใน 4 ปี แต่ในปี 2543 ประสิทธิภาพการผลิตยางพาราของจีนลดลงเป็น ได้ผลผลิต 182.8 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งลดลงร้อยละ 2.6 ส่วนในปี 2544 จีนสามารถผลิตยางพาราได้ 185.7 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ก็ยังน้อยกว่าผลผลิตต่อไร่ที่ได้ในปี 2542 ซึ่งเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของไทยที่ได้ผลผลิตประมาณ 247 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2544 แล้ว จะพบว่าไทยมีประสิทธิภาพในการผลิตยางพารามากกว่าจีนค่อนข้างมาก และการผลิตยางธรรมชาติในจีนก็มีต้นทุนการผลิตสูง
สาเหตุที่จีนมีต้นทุนการผลิตยางธรรมชาติสูง เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่
1. พื้นที่ปลูกยางธรรมชาตี่สำคัญของจีน คือ ที่เกาะไหหลำและเขตสิบสองปันนา (Xishuangbanna) ในยูนนานอยู่ในบริเวณที่บางครั้งต้องประสบกับภาวะอุณหภูมิไม่เหมาะสมกับการเติบโตของยางทำให้กว่าที่ยางจะโตจนกรีดเอาน้ำยางได้ยาวนานกว่าปกติที่กินเวลา 5 – 6 ปี เป็น 7 – 8 ปี ดังตารางที่ 18 ทำให้เสียโอกาสการหารายได้จากการปลูกพืชชนิดอื่น
2. มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนจากการปลูกยาง เนื่องจากต้นยางถูกโค่นล้มจากลมพายุ ต้นยางตายจากสภาพน้ำค้างแข็งตั้งแต่ยังไม่ให้ผลผลิต หรือยางที่เก็บได้เสียหายจากอากาศหนาว โดยเฉพาะในบริเวณเขตสิบสองปันนา (Xishuangbanna) ที่เพิ่งพบกับสภาพอากาศหนาวมากในปี 2542 ถึง 2543
3.โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงพื้นที่ปลูกยางทุกที่กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบขาดความพร้อมและค่าขนส่งยางไปขายในส่วนอื่นๆของจีนก็แพง
4. ที่เขตสิบสองปันนา (Xishuangbanna) ในยูนนาน สามารถกรีดยางได้เพียงปีละ 7 เดือนน้อยกว่าที่เกาะไหหลำที่สามารกรีดยางได้ 9 – 10 เดือน
5. การผลิตยางของจีนยากที่จะรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ เนื่องจากมีวิธีการเก็บน้ำยางแตกต่างกันไป และต้องขนส่งเป็นระยะทางไกลกว่าจะถึงโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยาง โรงงานทำล้อยางส่วนใหญ่จะอยู่ที่เซียงไฮ้และต้าเหลียน ซึ่งห่างไกลออกไปมากจากแหล่งยางธรรมชาติของจีน
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
ปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ นับตั้งแต่ปี 2492 เป็นต้นมาจีนผลิตยางพาราได้ 199 ตัน ก่อนเพิ่มเป็นถึง 35,562 ตันในปี 2522 ผลผลิตยางพาราของจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2522 ที่ผลิตได้ถึง 111,693 ตัน จนปี 2525 จีนผลิตยางได้ทั้งสิ้น 140,000 ตัน ส่วนในปี 2526 การผลิตยางพาราของจีนส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เกาะไหหลำ คือ ประมาณ 110,000 ตัน รัฐบาลจีนได้พยายามเพิ่มผลผลิตยางพาราโดยขอกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2526 โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มผลผลิตให้ได้ 560,000 – 600,000 ตันในปี 2543 ซึ่งส่งผลทำให้ ในปี 2532 หลังจากดำเนินการตามแผนได้ 6 ปี จีนสามารถผลิตยางพาราได้เป็น 2 เท่า คือ 242,453 ตัน ต่อมาในปี 2533 จีนมีผลผลิตยางพารารวม 260,850 ตัน และเพิ่มเป็น 430,000 ตันในปี 2539 หลังจากปี 2539 เป็นต้นมา จีนสามารถผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 15,000-20,000 ตันทุกปี ในช่วงปี 2540-2543 ทำให้ปี 2543 จีนสามารถผลิตยางพาราได้ 478,000 ตัน ซึ่งน้อยกว่าที่ทางการจีนตั้งเป้าหมายไว้ที่ 560,000 – 600,000 ตัน ตามโครงการเพิ่มผลผลิตยางพาราในประเทศ ส่วนในปี 2544 การผลิตยางพาราของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 486,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 8,000 ตันจากปีก่อน คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.7 เท่านั้น และคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ทั่วโลก (ตามข้อมูลในตารางที่ 10 ) โดยในปี 2544 จีนมีการผลิตยางธรรมชาติมากเป็นอันดับ 5 ของโลกรองจาก ไทย อินโดนีเซีย อินเดียและ
มาเลเซีย
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
1.1 สถานการณ์ยางพาราของจีน จีนผลิตยางพาราได้ปีละประมาณ 4.5 แสนตัน (ปี 2540-2544) ในแถบมณฑลไหหนาน ยูนนาน
ฟูเจียน กวางตุ้งและกวางสี ในขณะทีมีความต้องการยางพาราปีละประมาณ 8.5-9.5 แสนตัน และมี
แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงต้องนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 4 แสนตันต่อปี
1.2 การผลิต พื้นที่ปลูก
จีนเริ่มปลูกยางพาราตั้งแต่ปี 2447 ในมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) แต่มีการพัฒนาอย่างจริงจังในปี 2494 โดยขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปยังมณฑลไหหลำ (Hainan) รวมถึงมณฑลยูนนาน (Yunnan) และกวางสี (Guangxi) ทางตอนใต้ของประเทศ จากนั้นขยายไปสู่มณฑลฟูเจียน (Fujean) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยแหล่งปลูกยางที่สำคัญ คือ เกาะไหหลำ และ เขตสิบสองปันนา (Xishuangbanna Prefecture) ในมณฑลยูนนาน ปัจจุบัน การปลูกยางในมณฑลกวางตุ้งนั้นมีน้อยลง เพราะมีการปลูกพืชอื่น ๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่ามาทดแทน โดยจีนมีการปลูกยางในมณฑลยูนนานร้อยละ 24 กวางตุ้งร้อยละ 11.7 และเกาะไหหนานประมาณร้อยละ 6
ในช่วงหลังผลผลิตยางพาราของจีนเริ่มจะอิ่มตัว เพราะต้นทุนการลผิตของจีนสูง เนื่องจากสถานที่ปลูกของจีนอยู่นอกเขต Traditional Zone ทำให้การเติบโตของยางไม่ดี เช่นที่เกาะไหหลำมีมรสุมทำให้ต้นยางโค่นบ่อย ที่มณฑลยูนนานมีน้ำค้างแข็งตัวในฤดูหนาวจึงทำลายหน้ายางและพื้นที่เป็นภูเขาสูงกว่า 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่เหมาะแก่การปลูกยาง อีกทั้งต้องปลูกยางแบบขั้นบันได (ทางเชียงรายและน่านจึงปลูกได้ดีกว่า) นอกจากนั้นทางตอนใต้ของจีนส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ เช่น ที่กวางเจา ซึ่งการปลูกผลไม้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าจึงไม่นิยมปลูกยาง ดังนั้นสรุปแล้วพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกยางของจีนมีน้อยและการปลูกยังมีต้นทุนสูง ทำให้ผลผลิตยางธรรมชาติมีจำนวนน้อยและจำกัด
พื้นที่ปลูกยางพาราที่ให้ผลผลิตของจีนในปี 2539 มี 2,469,000 ไร่ โดยพื้นที่ให้ผลผลิตยางของจีนมีการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในปี 2540 และ 2542 ที่มีการเพิ่มขึ้นเป็น 2,546,000 และ 2,612,000 ไร่ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และ 2.5 ตามลำดับ ส่วนในปี 2543และ 2544 จีนมีพื้นที่ให้ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 2,634,000 และ 2,638,000 ไร่ ตามลำดับ
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
เวียดนาม เวียดนามมีการปลูกยางมาเป็นเวลานับ 100 ปี ในตอนกลางของประเทศจากการนำเข้ามาปลูกของฝรั่งเศสในช่วงที่เป็นอาณานิคม ซึ่งฝรั่งเศสได้มีการวางรากฐานและตั้งสถาบันวิจัยยางที่ดีขึ้นในเวียดนาม แต่จากการมีสงครามเป็นเวลานานของเวียดนามจึงทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของเวียดนามไม่พัฒนาเท่าที่ควร และเพิ่งมีการกลับมาปลูกยางใหม่อีกครั้งหลังสงครามซึ่งต้นยางเหล่านี้เพิ่งให้น้ำยางและคุณภาพค่อนข้างดีมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงสภาบันวิจัยยางพาราและนำเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งของมาเลเซียมาใช้ และเนื่องจากยังเป็นประเทศสังคมนิยมจึงสามารถจัดระบบการผลิต
ยางพาราได้เป็นอย่างดี โดยการมีโรงงานอยู่ใกล้กับสวนยางทำให้สามารถนำน้ำยางดิบมาผลิตเป็นยางแท่งได้ทันทีทำให้ได้ยางคุณภาพดี และ
ราคายางของเวียดนามก็ราคาถูก
ปัจจุบันเวียดนามสามารถผลิตยางพาราได้ประมาณ 300,000 ตันต่อปี โดยบางส่วนขายในรูปของยางข้น ตลาดส่งออกที่สำคัญของเวียดนามคือ จีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้าผ่านชายแดนที่เสียภาษีนำเข้าน้อย จึงได้เปรียบประเทศผู้ส่งออกยางพาราอื่นๆ และ สหภาพยุโรป เช่นเยอรมัน การที่ยางพาราของเวียดนามมีคุณภาพดีมากและราคาถูกจึงเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมากจนผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ต้องมีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังที่ราบสูงซึ่งให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร
นอกจากนี้ เวียดนามได้พัฒนาการผลิตยางแท่ง SVR3L SVR20 และน้ำยางข้น ที่มีคุณภาพดี ราคาถูก โดยยางบางส่วนของเวียดนามส่งผ่านชายแดนไปขายจีน เพื่อผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ยางบางส่วนส่งไปขายยุโรป แต่ขีดจำกัดของเวียดนาม คือยังผลิตยางได้ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งส่วนหนึ่งก็ถูกนำมาใช้ในประเทศ แต่เวียดนามก็ยังน่าจะสามารถขยายการผลิตได้ในอนาคต
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
อินโดนีเซีย อินโดนีเซียมีการผลิต
ยางพาราประมาณ 1.6 – 1.7 ล้านตัน บนพื้นที่ปะมาณ 23 ล้านไร่ โดยในปี 2540 มีการผลิตยางพาราชนิดต่างๆ ตามสัดส่วน คือ มีการผลิตยางแท่งมากกว่า 88 % ของผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด รองลงมา คือยางแผ่นมากกว่า 4% ส่วนที่เหลือจึงเป็นการผลิตน้ำยางข้นและยางเครฟอย่างละเท่าๆกัน โดยยางแท่งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นยางแท่งชั้น SIR 20 (ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย) ขณะที่ยางแผ่นส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นชั้น 1 การบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์ยางของอินโดนีเซียทำได้ค่อนข้างดี คือ ร้อยละ 80 ของยางแท่งที่ผลิตได้ห่อด้วยพลาสติกแล้วใช้ไม้รองจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดแป้ง ส่วนยางแผ่นถูกอัดเป็นก้อนหนัก 33.3 หรือ 35 กิโลกรัม แล้วห่อด้วยพลาสติก ช่วยแก้ปัญหาด้านน้ำหนักและการเกิดแป้ง
ท่าเรือหลักที่ใช้ในการส่งออก
ยางพาราของอินโดนีเซีย คือ ท่าเรือเบลาวัน ปาเลมบัง จัมบี และ ปอนเตียแนค แต่ท่าเรือที่ดีที่สุดในการส่งออก คือ ท่าเรือเบลาวัน โดยการส่งออกยางพาราของอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะถูกส่งผ่านไปยังสิงคโปร์ก่อน ทำให้สิงคโปร์มีบทบาทมากต่อการส่งออกยางพาราของอินโดนีเซีย คู่ค้าหลักของอินโดนีเซียคือ สหรัฐอเมริกาที่นำยางแท่งของอินโดนีเซียไปทำยางล้อ
การผลิต
ยางพาราของอินโดนีเซียจะอยู่ในบริเวณ ตอนเหนือและตอนใต้ของเกาะสุมาตรา จัมบี ริอู เกาะกาลิมันตัน ทางตะวันออกของอินโดนีเซียที่เรียกว่าเกาะเซราม และอาเรนจายา โดยในปี 2539 อินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกยางพารารวม 22 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนเหนือและใต้ของเกาะสุมาตรา ซึ่งให้ผลผลิต 75 % ของผลผลิตทั้งประเทศ รองลงมาคือบริเวณเกาะกาลิมันตันที่ให้ผลผลิต 20 % ขณะที่พื้นที่ปลูกยางทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราและริอูกำลังมีการเปลี่ยนไปปลูกปาล์มแทน
ในปี 2540 โครงสร้างการปลูกยางของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ประมาณ 84% เป็นสวนยางขนาดเล็กซึ่งมีส่วนแบ่งการผลิตยาง 78 % ซึ่งเป็นการปลูกยางแบบไม่เป็นระบบและเป็นยางพันธุ์พื้นเมือง การปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีมีน้อย และรัฐยังดูแลไม่ทั่วถึง เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณและปัญหาการเมืองภายใน การพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลิตยางจึงทำได้ค่อนข้างยากในอนาคตจึงมีโครงการให้เกาะกาลิมันตันเป็นพื้นที่หลักในการปลูกยางแทนอย่างมีแผนการพัฒนาการปลูกยางที่ชัดเจน จากการแบ่งสวนยางออกเป็นสวนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยให้สวนยางขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของสวนยางขนาดเล็กเพื่อพัฒนาตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
มาเลเซีย เนื่องจากภาคเศรษฐกิจอื่น คือ ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการของมาเลเซียเติบโตเร็วและให้ผลตอบแทนสูงกว่าการเกษตร การปลูกยางในมาเลเซียเป็นการปลูกแปลงใหญ่ขนาด 1,000 ไร่ และมีความ
จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานในการกรีดและเก็บยางจำนวนมาก หลังจากเศรษฐกิจมาเลเซียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขาดแรงงานในการทำสวนยางที่เป็นแรงงานราคาถูก ยิ่งกว่านั้นปลูกยางพาราก็ยังเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำสวนยางเป็นสวนปาล์มน้ำมันและเป็นการเปลี่ยนแปลงของสวนขนาดใหญ่ จึงทำให้การปลูกยางพาราของมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีกำลังการผลิตของโรงงานแปรรูปยางพาราเหลืออยู่ ผู้แปรรูปยางในมาเลเซียบางส่วนจึงนำเข้ายางแผ่น ยางถ้วย (cup lump และวัตถุดิบอื่นเช่นน้ำยางข้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้กับกำลังการผลิตที่เหลืออยู่เพื่อผลิตยางแท่ง โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากทางภาคใต้ของไทยประมาณ 3-4 แสนตันต่อปี โดยเข้ามาแย่งซื้อยางพาราของไทยในราคาที่สูงกว่าราคาที่พ่อค้าไทยรับซื้อ ที่ทำได้เช่นนี้เนื่องจากเป็นการค้าชายแดนที่สามารถเลี่ยงภาษีได้และค่าขนส่งก็ต่ำกว่าที่ไทยขนส่งไปยังโรงงานภายในประเทศ มาเลเซียมีความโดดเด่นในการผลิตยางแท่งและยางแท่งของมาเลเซียได้รับความเชื่อถือจากตลาดโลกว่ามีคุณภาพดีและมีความสม่ำเสมอ (uniform)
สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
ยางพาราในมาเลเซียจะมีความสมบูรณ์มากกว่าของไทย คือ สามารถเปลี่ยนจากการเป็นประเทศส่งออกวัตถุดิบ
ยางพารา เป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าโดยเฉพาะ dipping product
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
1.3 การค้า ในแต่ละปีมีการค้ายางในตลาดโลกประมาณ 5 ล้านกว่าตัน คิดเป็นร้อยละ 78.20 ของยางที่ผลิตได้ทั้งหมดของโลก ซึ่งในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2540 – 2544) มีการค้ายางเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.5 ต่อปี กล่าวคือ จาก 5.221 ล้านตันในปี 2540 เป็น 5.455 ล้านตันในปี 2544 แม้ว่าในปี 2544 ปริมาณการค้ายางของโลกจะลดลงร้อยละ 4.3 จากปี 2543 โดยเป็นการค้ายางแท่งมากที่สุด รองลงมาคือ ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น คิดเป็นร้อยละ 50 ร้อยละ19 และ ร้อยละ10.7 ตามลำดับ
ปัจจุบันถึงแม้ว่ามาเลเซียจะมีการผลิตยางธรรมชาติลดลงแต่มาเลเซียก็ยังเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อตลาดยางธรรมชาติของโลก เนื่องจากมาเลเซียได้รับการวางรากฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางเป็นอย่างดี ตั้งแต่สมัยยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการพัฒนาคนและการวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางเป็นอย่างดี และส่งคนไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อศึกษาความเหมาะสมของยางธรรมชาติในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางแต่ละชนิด ทำให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมยางทั่วโลกยอมรับยางธรรมชาติมาตรฐานของมาเลเซีย มากกว่าของประเทศอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมาเลเซียผลิตยางธรรมชาติได้น้อยลงผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางจึงเริ่มมีการปรับตัวเพื่อใช้ยางมาตรฐานของประเทศผู้ส่งออกอื่นๆมากขึ้น
1.3.1 การส่งออกในตลาดโลก ประเทศผู้ส่งออกยางธรรมชาติที่สำคัญของโลกคือ ไทย ร้อยละ 44.8 อินโดนีเซีย ร้อยละ 26 มาเลเซีย ร้อยละ 15.1 รวม 3 ประเทศมีสัดส่วนการส่งออกถึงร้อยละ 86 ของการส่งออกยางทั้งหมด ซึ่งมีประมาณ 4.6 - 5 ล้านตันต่อปี โดยมีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญอื่น ๆ คือ ไนจีเรีย ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา ไลบีเรีย แต่มีบทบาทในตลาดโลกน้อยมาก โดยส่วนใหญ่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะผลิตยางธรรมชาติการส่งออกเป็นหลัก มีการใช้ในประเทศเพียงเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ยกเว้นสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ผลิตหลายประเทศทั้งมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ได้ใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตได้เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางในประเทศมากขึ้น โดยประเทศผู้ส่งออกหลัก 3 ประเทศ มีการส่งออกยางธรรมชาติในปี 2544 ดังนี้ ไทยส่งออกยางธรรมชาติรวม 2.45 ล้านตัน เป็นยางแผ่นรมควันจำนวน 981,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 94.7 ของการค้ายางแผ่นทั่วโลก ยางแท่ง 898,000 ตัน และน้ำยางข้น 410,500 ตัน คิดเป็นร้อยละ 70.4 ของการค้าน้ำยางข้นทั่วโลก ไทยจึงเป็นผู้ส่งออกยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมากที่สุดในโลก อินโดนีเซียส่งออกยางธรรมชาติรวม 1.49 ล้านตัน เป็นยางแท่ง 1.36 ล้านตัน เป็นประเทศที่ส่งออกยางแท่งมากที่สุดในโลก มากกว่าร้อยละ 45 ของการค้ายางแท่งทั้งหมดของโลก ส่วนมาเลเซียส่งออกยางแท่งเป็นส่วนมาก โดยมีการส่งออกยางแท่ง 716,000 ตัน มากกว่าร้อยละ 87 ของการส่งออกยางธรรมชาติของมาเลเซียทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกยางพาราทั้ง 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะพบว่าทั้งสี่ประเทศมีการแบ่งตลาดยางพารากันค่อนข้างชัดเจน คือ
ไทยส่วนใหญ่ส่งออกน้ำยางข้น และยางแผ่นรมควัน ซึ่งตลาดหลักคือ ตลาดญี่ปุ่น และจีนที่เทคโนโลยีการผลิตยางรถยนต์(ผลิตภัณฑ์หลักที่ใช้วัตถุดิบยางพารา) ยังนิยมใช้ยางแผ่นรมควันของไทยที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความยืดหยุ่นสูง คุณภาพดีและราคาเหมาะสม
มาเลเซีย ส่วนใหญ่ส่งออกยางแท่ง ไปยังยุโรปและอเมริกา ที่นิยมใช้ยางแท่งในการผลิตยางรถยนต์ แต่ในช่วงหลังเริ่มเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางแทนการส่งออกวัตถุดิบ
อินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ผลิตยางแท่งเช่นเดียวกับมาเลเซีย แต่ตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากกู๊ดเยียร์ใช้อินโดนีเซียเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ
เวียดนาม ผลิตยางแท่งและน้ำยางข้น ที่มีคุณภาพดีเหมาะกับการผลิตสินค้าที่ต้องการยางคุณภาพดีเช่นท่อยาง หรือยางที่เป็นส่วนประกอบในรถยนต์ การส่งออกส่วนใหญ่ไปยังจีนและสหภาพยุโรป
ซึ่งประเทศผู้ส่งออกยางที่สำคัญแต่ละประเทศมีโครงสร้างการผลิตและการค้ายางธรรมชาติแตกต่างกันไป
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
1.2 การบริโภค จากรายงานของ LMC พบว่าความต้องการบริโภคยางของโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2541-2544) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2 กล่าวคือ จาก 6.494 ล้านตันในปี 2540 เป็น 6.889 ล้านตันในปี 2544 ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีการบริโภคยางธรรมชาติในอัตราที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาและมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบต่อเนื่องมีการบริโภคยางเพิ่มสูงขึ้น เช่นจีนและอินเดีย ระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 จีนมีการบริโภคยางเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีการสร้างทางขึ้นเพื่อการติดต่อระหว่างมณฑล โดยยางธรรมชาติได้ถูกแปรรูปเป็นยางล้อรถยนต์และยางคอสะพานของถนนที่สร้างใหม่ในจีน
ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในโลกถูกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายชนิด ซึ่งยางธรรมชาติในรูปยางแผ่นรมควันและยางแท่งถึงร้อยละ 70 ที่ผลิตได้ในโลกใช้ผลิตยางรถยนต์ โดยในยางรถยนต์แต่ละชนิดจะมีปริมาณยางธรรมชาติในสัดส่วนที่แตกต่างกันระหว่างร้อยละ 6 – 36 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ ดังตารางที่ 3 ตลาดการใช้ยางเพื่อผลิตยางรถยนต์จึงมีอิทธิพลในการกำหนดราคายางของตลาดโลก ซึ่งในการผลิตยางรถยนต์นั้นมีบริษัทขนาดใหญ่ 3 บริษัทที่สามารถสร้างอิทธิพลโดยการจับมือกันซื้อยางจากส่วนกลาง คือ บริดจสโตน มิชลิน และกู๊ดเยียร์ ซึ่งเข้าข่ายกรณีตลาดของผู้ซื้อ (monopsony market)
ส่วนน้ำยางข้นใช้ในการผลิต dipping product ซึ่งที่สำคัญได้แก่ ถุงมือยาง และถุงยางอนามัย ซึ่งในระยะหลังตลาดมีการเติบโตค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้บริโภคจึงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์และถุงยางอนามัยกันมากขึ้น
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
1.1 การผลิต
ผลผลิตยางธรรมชาติประมาณร้อยละ 70 มาจากแหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด ซึ่งเน้นที่การผลิตยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น ยางแผ่นที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด คือ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่รองลงมาเป็นอันดับ 2 และผลิตยางแท่งมากที่สุดในโลก สำหรับมาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับสามของโลกโดยเน้นที่การผลิตยางแท่งเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่อย่างไรก็ตามทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียก็มีการผลิตยางแผ่นรมควัน แต่ส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควันชั้น 1 ในปัจจุบันศักยภาพการผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียเริ่มลดลง เนื่องจากขาดแรงงานและมีการลดพื้นที่การปลูกยางมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน และหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ โดยเน้นการใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการจึงต้องนำเข้าน้ำยางดิบจากประเทศไทยบางส่วน
จากรายงานผลผลิตยางธรรมชาติของโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2541-2544) ของ League Management Committee (LMC) พบว่าปริมาณการผลิตยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.5 ต่อปี กล่าวคือ จาก 6.821 ล้านตันในปี 2541 เป็น 6.979 ล้านตันในปี 2544 ซึ่งในปี 2544 มีปริมาณการผลิตยางแทบจะเท่ากับในปี 2543 แม้ว่าในปี 2543 จะมีการผลิตยางมากกว่าปี 2542 ร้อยละ 2.2 โดยปริมาณการผลิตยางของมาเลเซียและอินโดนีเซียลดลงในปี 2542 ขณะที่ไทยและเวียดนามมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกยาง ซึ่งเวียดนามได้มีแผนพัฒนาการปลูกยางว่าจะขยายพื้นที่ปลูกยางจาก 1.875 ล้านไร่ในปี 2542 เป็น 4.375 ล้านไร่ในปี 2548 ทางด้านมาเลเซียก็กำลังพยายามหาทางขยายการปลูกยางในประเทศกินี ทวีปแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และต้นทุนถูกกว่า แต่ในปี 2544 ปริมาณการผลิตยางของไทยก็ลดลงขณะที่อินโดนีเซียมีการผลิตยางเพิ่มขึ้นชดเชย
เรียบเรียงโดย :
เครื่องรีดยาง
อุตสาหกรรม
ยางพาราเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราขั้นต้นที่นำเอาน้ำยางสดที่กรีดได้จากต้นยางพารามาแปรรูปให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและสะดวกในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ยางพาราที่ผลิตได้แบ่งออกได้เป็น 5 ขนิด ได้แก่
- ยางแผ่นรมควัน
- ยางแท่ง
- ยางเครป
- ยางผึ่งแห้ง
- น้ำยางข้น
ยางพาราเหล่านี้จะนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น ๆ เช่น
ยางยานพาหนะ ประกอบด้วย ยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน
ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางรัดของ และท่อยางต่างๆ เป็นต้น

จีนเป็นอีกประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียน +3 และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจกับไทยอย่างสูง ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยการค้าระหว่างไทยกับจีนได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยางพารา" ของไทยที่ส่งออกไปยังจีน เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการผลิตยางรถยนต์มากที่สุดในโลก ทำให้มีความจำเป็นในการใช้ยางพาราเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ในปริมาณที่สูงมากที่สุดในโลกเช่นกัน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับตลาดยางพาราจีนว่า อุตสาหกรรมยางรถยนต์ในจีนเป็นอุตสาหกรรมที่มีการกระจุกตัวสูง ผู้ผลิตรายใหญ่ 10 รายแรก มีผลผลิตรวมกันถึงร้อยละ 77 ของผลผลิตยางรถยนต์ทั้งหมด ปัจจุบันจีนอาศัยการนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศในการผลิตยางรถยนต์ โดยร้อยละ 70 ของยางรถยนต์จีนผลิตจากยางพาราต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์ทำให้จีนต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกยางพาราภายในประเทศ ตลอดจนเพิ่มการลงทุนธุรกิจยางพาราในต่างประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทั้งนี้ ผลผลิตจากยางพาราในประเทศจีน ปี 2554 มีเพียง 0.78 ล้านตัน ในขณะที่จีนมีความต้องการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราสูงถึงเกือบ 4.8 ล้านตัน ทั้งนี้ แหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของจีนอยู่ที่มณฑลไห่หนาน และยูนนาน ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดยางพาราธรรมชาติของจีนมากกว่าครึ่งของการนำเข้าทั้งหมดในปีที่ผ่านมา โดยสามารถส่งออกไปยังจีนประมาณ 1.1 ล้านตัน รองลงมาเป็นการส่งออกยางสังเคราะห์ปริมาณ 1.4 ล้านตัน ปริมาณที่ไทยส่งออกยางพาราไปยังจีนนั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด คาดว่าในปี 2563 จีนจะมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นสูงปีละ 11.5 ล้านตัน เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของผลผลิตยางพาราโลก
ทั้งนี้ จีนไม่มีมาตรการจำกัดปริมาณการนำเข้ายางธรรมชาติ แต่ผู้นำเข้าต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล โดยที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เนื่องจากจีนจัดให้ยางธรรมชาติเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว จึงมีการเก็บอัตราภาษีนำเข้ายางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และยางแท่งอยู่ที่ร้อยละ 20 น้ำยางข้นเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 7.5 อีกทั้งการนำเข้ายางทุกประเภทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 17 สำหรับในมณฑลกวางตุ้ง มีนำเข้ายางธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 2.5 จากการนำเข้ายางธรรมชาติทั้งหมดของจีน โดยมีรัฐวิสาหกิจหลักที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา คือ บริษัท Guangdong Agribusiness Group Corporation ที่มีสาขาในมณฑลต่าง ๆ และต่างประเทศ ด้วยรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันออกไปมากกว่า 260 แห่ง ตลอดจนมีสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เบนิน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยาง
ราคายาง
ตลาดกลาง ยางพารา สงขลาปรับตัวสูงขึ้น ยางแผ่นดิบแตะระดับ 80.90 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.60 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 84.22 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.91 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว
จากการอ่อนค่าของเงินเยนที่แตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับนักลงทุนขานรับข่าวธนาคารยุโรป
(ECB.) แสดงความคิดเห็นในด้านบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน
รวมทั้งข้อมูลอัตราว่างงานของสหรัฐฯ ลดลงเกินความคาดหมาย
นอกจากนี้ ราคายาง ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานยางลดลงในช่วงฤดูยางผลัดใบ
อย่างไรก็ตาม ราคายางยังคงผันผวน
เพราะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี
และสต๊อคยางจีนที่มีอยู่จำนวนมาก
โดยแหล่งข่าวรายงานว่าที่ท่าเรืองชิงเต่ามีปริมาณกว่า 3 แสนตัน
เว็บข่าว : เครื่องรีดยางพารา

ข่าวโดย เครื่องรีดยาง : นาง
สาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงาน
รองรับการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.)
ได้ร่วมกันจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงานรองรับของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย 4
แผนงาน คือ แผนบริการจัดการทรัพย์สิน
โดยดำเนินการสำรวจทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน คัดแยกทรัพย์สินตามสภาพ
และจัดทำแผนการบริการจัดการทรัพย์สิน แผนการจัดอัตรากำลัง
จะทำการสำรวจโครงสร้างองค์กรอัตรากำลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งจัดทำโครงการรองรับพนักงานที่ไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานต่อไป
ขณะที่แผนการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติ
จะรวบรวมและปรับปรุงกฎระเบียบที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันให้มีความเหมาะสม
ทันสมัย และแผนการประชาสัมพันธ์
ซึ่งจะพิจารณาเลือกสื่อช่องทางการประชาสัมพันธ์
รวมถึงพิจารณาเนื้อหาและแผนการประชาสัมพันธ์
เพื่อไม่ให้การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกันและสนับสนุนส่งเสริมการทำงานในการพัฒนา
เกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกร
นาง
สาวสุพัตรา กล่าวด้วยว่า
ภาครัฐมีนโยบายที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับ ยางพารา เป็นการยางแห่งประเทศไทย
โดยในระยะเริ่มแรกมีนโยบายให้ สกย. และ อ.ส.ย.
ร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนรองรับของแต่ละหน่วยงาน
เพื่อการส่งเสริมและสงเคราะห์เกษตรกรสวนยางที่ทันสมัยเป็นระบบครบวงจรเป็น
การยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีเอกภาพในการพัฒนา ยางพารา ทั้งระบบ
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก
การเตรียมหลุมปลูก
หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม
การปลูกซ่อม
หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน
ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน
ภาคใต้และภาคตะวันออก
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
- คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำเย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริมที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดินโรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด
การปลูกพืชคลุมดินนี้จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อนหรือจะปลูกพร้อมๆกับปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้วก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการกำจัดวัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจากได้เตรียมดินวางแนวและกะ ระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อยไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อบำรุงพืชคลุมดิน
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยางได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือกสีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หาได้ง่ายเช่น
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมีถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี 150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุมที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถกำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืชได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง
การกำจัดหญ้าคา
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิมฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมีอีกครั้งในอัตราเดิม
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่นด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลังเจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่าดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏในฉลากที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21
การปลูก ยางพารา
นับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการสำรวจเมื่อปี 2537 พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 11.9 ล้านไร่ ผลิตยางได้ 1.72 ล้านตัน สามารถส่งออกขายยังต่างประเทศได้ถึง 1.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 41,352 ล้านบาท ดังนั้น ยางพาราจึงเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากพืชหนึ่ง และเพื่อเป็นการรักษาสภาพการผลิตและการส่งออกไม่ให้ลดต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกยางจึงควรมีความรู้และมีการปฏิบัติดูแลปรับปรุงสวนยางให้ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอและมีคุณภาพ
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป
สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้
พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่ ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก
พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)
พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261
พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235
พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121
พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255
พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260
ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง
ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่จะต้องโค่นไม้เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สารเคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้ หรือจะใช้รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน
หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง
เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับ ยางพารา
หลังจากที่ได้ผลผลิตเีกี่ยวกับการปลูกยางแล้ว แล้วนำยางที่ได้มาแปรรูป เครื่องจักรที่มีส่วนเกี่ยวข้องการมีบทบาทที่สำคัญ อาทิเช่น
เครื่องรีดยาง เครื่องรีดยางพารา จักรรีดยาง
เครื่องรีดยางเครป เป็นต้น ซึ่ง เครื่องจักรเหล่านี้ อาจมีราคาที่สูง ยกตัวอย่างเช่น
เครื่องรีดยาง และ เครื่องรีดยางเครป ราคาเริ่มต้นที่ 190,000 บาท แต่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในการนำยางพารามาแปรรูปเพื่อขายต่อก็ต้องยอมลงทุนในส่วนนี้