ฤดูกาลที่เหมาะต่อการเปิดกรีดยางพารา
ในแต่ละรอบปี เมื่อพ้นฤดูฝน และย่างเข้าสู่ต้นฤดูหนาว
ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยางมากที่สุดช่วงหนึ่ง
เนื่องเพราะช่วงฤดูหนาวจะทำให้น้ำยางไหลนานและได้รับผลผลิตน้ำยางเป็นจำนวน
มากกว่าช่วงอื่น ๆ เป็นอย่างมากและเห็นชัดเจน และการเปิดกรีดในช่วงนี้
หน้ายางจะปลอดภัยจากการเข้าทำลายของเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นโรคเปลือกเน่า
(Mouldy rot) หรือโรคเส้นดำ (Black stripe) ซึ่งโรคทั้งสองนี้
มักระบาดมากในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง
โดยเฉพาะกับต้นยางที่เพิ่งเปิดกรีด ที่เปลือกยางและเยื่อเจริญ (Cambium)
ยังค่อนข้างบางอยู่มาก
จึงมักจะทำให้เกิดอาการหน้ากรีดเน่าหรือเปื่อยเป็นแผลขนาดใหญ่
จนทำให้ต้นยางไม่สามารถสร้างเปลือกใหม่ที่สมบูรณ์
กลายเป็นเปลือกที่มีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ ยากต่อการกรีดซ้ำได้ และ
ถึงแม้ว่า ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยาง
แต่ถ้าขนาดต้นยางในสวนที่ระดับความสูง 150 เซ็นติเมตร
ยังโตไม่ได้ขนาดเส้นรอบวง 50 เซนติเมตร ก็ไม่ควรเปิดกรีดเป็นอย่างยิ่ง
เพราะผลเสียอย่างมหันต์จะต้องตามติดมาเป็นเงาตามตัว
อย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้
ในแต่ละรอบปี เมื่อพ้นฤดูฝน และย่างเข้าสู่ต้นฤดูหนาว
ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยางมากที่สุดช่วงหนึ่ง
เนื่องเพราะช่วงฤดูหนาวจะทำให้น้ำยางไหลนานและได้รับผลผลิตน้ำยางเป็นจำนวน
มากกว่าช่วงอื่น ๆ เป็นอย่างมากและเห็นชัดเจน และการเปิดกรีดในช่วงนี้
หน้ายางจะปลอดภัยจากการเข้าทำลายของเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นโรคเปลือกเน่า
(Mouldy rot) หรือโรคเส้นดำ (Black stripe) ซึ่งโรคทั้งสองนี้
มักระบาดมากในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง
โดยเฉพาะกับต้นยางที่เพิ่งเปิดกรีด ที่เปลือกยางและเยื่อเจริญ (Cambium)
ยังค่อนข้างบางอยู่มาก
จึงมักจะทำให้เกิดอาการหน้ากรีดเน่าหรือเปื่อยเป็นแผลขนาดใหญ่
จนทำให้ต้นยางไม่สามารถสร้างเปลือกใหม่ที่สมบูรณ์
กลายเป็นเปลือกที่มีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ ยากต่อการกรีดซ้ำได้ และ
ถึงแม้ว่า ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยาง
แต่ถ้าขนาดต้นยางในสวนที่ระดับความสูง 150 เซ็นติเมตร
ยังโตไม่ได้ขนาดเส้นรอบวง 50 เซนติเมตร ก็ไม่ควรเปิดกรีดเป็นอย่างยิ่ง
เพราะผลเสียอย่างมหันต์จะต้องตามติดมาเป็นเงาตามตัว
อย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ วันยางพาราบึงกาฬ 2012 ยกระดับชาวสวน สู่ศูนย์กลางยางแห่งแดนอีสาน
ข่าววันนี้ : เครื่องรีดยาง , เครื่องรีดยางพารา
ด้วยความพยายามกว่า 20 ปี ในการขยับขยายพื้นที่การปลูก " ยางพารา " ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยหน่วยงานรัฐบาล อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร, สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, สำนักงานเกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น ตลอดจนภาคเอกชน ที่ร่วมกันส่งเสริมอย่างแข็งขัน ส่งผลให้ทุกวันนี้การปลูกยางพาราในภาคอีสานเจริญเติบโตและออกดอกออกผลงดงาม โดยเฉพาะ "บึงกาฬ" จังหวัดน้องใหม่ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงยางพาราแห่งภาคอีสาน พื้นที่ โดยรวมในจังหวัดบึงกาฬมีอยู่ราว 2.7 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 1.6 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ปลูกยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จำนวน 8 แสนไร่และที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกประมาณ 4 แสนไร่ รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านไร่ นับเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินพุ่งขึ้นสู่หลักหมื่นบาทต่อไร่ จากเดิมที่เพียงไม่กี่พันบาทเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้การปลูกยางพาราใน จ.บึงกาฬ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศที่อยู่ในร่องมรสุมจากอ่าวตังเกี๋ยซึ่งพัดเอา ฝนเข้ามา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,000-2,300 มิลลิเมตรต่อปี ประกอบกับได้รับความชื้นจากแม่น้ำโขงตลอดแนว รวมทั้งสภาพดินริมแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแหล่งสะสมของปุ๋ยธรรมชาติที่พัดมากับน้ำ และตกตะกอน ทำให้พื้นที่นี้มีความชื้น เหมาะแก่การปลูกพืชทุกชนิด แม้แต่ในฤดูแล้งที่สำคัญ การปลูกยางพาราเป็นช่องทางใหม่ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบการสามารถพึ่งตนเองได้ มีรายได้ที่ดีขึ้น มีบ้านหลังใหม่ มีรถขับ และมีเงินที่จะส่งเสียให้ลูกหลานให้มีการศึกษาที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวบึงกาฬหันมาปลูกยางพารากว่า 52,000 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ จังหวัดบึงกาฬ จึงจับมือกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกันจัดงาน "วันยางพาราบึงกาฬ 2012 (Rubber Day 2012)" ขึ้น โดยมีผู้ให้การสนับสนุนอีกมากมาย ในวันประกาศความพร้อม การจัดงานที่จะมีขึ้น พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกร ผู้ปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ ได้มาร่วมเล่าประสบการณ์ปลูก ยางพารา และได้เป็นแบบอย่างให้ชาวบึงกาฬในการทำสวนยางพารามากว่า 15 ปี อดีต รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า สิ่งสำคัญซึ่งเป็นหัวใจในการจัดงาน "วันยางพาราบึงกาฬ 2012" คือเรื่องนวัตกรรมที่จะให้ความรู้และยกระดับเกษตรกร โดยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร, กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, บริษัทผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักร และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนเครือมติชนซึ่งมีนิตยสาร "เทคโนโลยี ชาวบ้าน" ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรโดยตรง "ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกยางพาราเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นอันดับ 2 และ 3 แต่ผลผลิตต่อไร่ต่อปีของไทยยังเป็นรองมาเลเซีย ซึ่งมีอัตราผลผลิตอยู่ที่ 310 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ส่วนของเราอยู่ที่ 285 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ" เป็นคำถามชวนคิด ที่น่าร่วมกันค้นหาคำตอบ
พินิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้การกำหนดราคายางขึ้นอยู่กับตลาดโลก ไม่มีใครสามารถทำการผูกขาดได้ ทุกวันนี้ กล้ายางพาราไทยส่งออกไปยังบริษัทชั้นนำไม่ว่าจะเป็น บริดจสโตน, มิชลิน หรือกูดเยียร์ เพราะฉะนั้น การจัดงานวันยางพาราจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการปลูกยางพาราโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน "ถ้าเราให้ความรู้ความเข้าใจ ช่วยกันวิจัยแล้วพัฒนาจะทำให้คุณค่าเพิ่มสูงขึ้น วันนี้ ธ.ก.ส.เข้ามาช่วยในเรื่องวิสาหกิจชุมชน อัพเกรดจากยางก้อนถ้วยไปทำเป็นยางแผ่น แทนที่จะได้ยางก้อนถ้วยกิโลละ 41-42 บาท แต่ ยางแผ่นดิบอบได้ 79 บาท เราจะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ต้องพัฒนาไปถึงระดับสินค้าสำเร็จรูป (Finished Product) เช่น ที่รองโต๊ะ-เก้าอี้ "ความฝันของเราที่จะมีโรงงานยางรถยนต์ที่บึงกาฬ อันนี้ต้องมีแน่ ไม่ต้องห่วง จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเรื่องยางพารามาร่วมงาน งานนี้มีแต่ได้กับได้ ใครไม่มางานนี้แสดงว่าไม่ใช่ชาวสวนยาง" พินิจกล่าว ความตื่นตัวในการ ปลูก ยางพารา ไม่ได้มีเฉพาะแต่ในภาคอีสานเท่านั้น แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ก็ตื่นตัวไม่แพ้กัน คาดว่างานนี้จะมีชาวลาวเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
สงกรานต์ คำพิไสย์ กรรมการองค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กล่าวว่า เกษตรกรทั้งในประเทศไทยและลาวมีความสนใจที่จะเข้าร่วมงาน เพราะจะได้รับความรู้ตั้งแต่เริ่มปลูก คนที่อยากปลูกก็จะได้รู้ว่าควรเลือกพันธุ์ไหนไปปลูก คนที่ปลูกอยู่แล้วก็จะได้รู้ว่าจะบำรุงรักษาต้นยางอย่างไร ต้องใช้ปุ๋ยหรือวัตถุดิบอะไรเพื่อให้ยางเจริญงอกงาม คนที่ยางโตแล้วจะกรีด ก็จะได้เรียนรู้ว่าควรกรีดอย่างไร ส่วนคนที่ได้กรีดแล้ว ก็จะมีตัวเลือกว่าจะแปรรูปยางเป็นอะไร เป็นยางแผ่น ยางก้อนถ้วย หรือยางเครป "การ ทำสวนยางเป็นอาชีพหนึ่งที่คนรับจ้างได้ส่วนแบ่งมากกว่าเจ้าของกิจการ ส่วนใหญ่เขาจะแบ่งรายได้ 40:60 เจ้าของได้ 60 เปอร์เซ็นต์ คนรับจ้างได้ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆ แล้ว เจ้าของลงทุนซื้อที่ดิน ลงทุนปลูก ลงทุนบำรุงรักษามา 7 ปี เท่ากับว่าเจ้าของสวนได้ 40 เปอร์เซ็นต์ คนกรีดได้ 60 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการกระจายรายได้ ชาวบ้านลืมตาอ้าปากและได้ประโยชน์มากที่สุด" สวกรานต์กล่าว
มาถึง ธงชัย ลืออดุลย์ พ่อเมืองจังหวัดน้องใหม่อย่างบึงกาฬ ธง ชัยบอกว่า งานวันยางพาราบึงกาฬจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ภายในงานจะมีการให้ความรู้ทางด้านวิชาการแก่เกษตรกรและการจัดสัมมนาทาง วิชาการ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงกระบวนการขายและการตลาด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมความบันเทิงโดยศิลปินชื่อดังจากค่ายแกรมมี่โกลด์ ถือเป็นงานใหญ่ประจำจังหวัดบึงกาฬที่ผู้เข้าชมจะได้ทั้งความรู้และความสุข "เรา คาดว่า ในอนาคตจังหวัดบึงกาฬจะเป็นจังหวัดที่จะพัฒนาการปลูกยางพาราให้เป็น อุตสาหกรรม ยางพารา ครบวงจร ทั้งด้านการผลิตยางรถยนต์ รวมถึงการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จากการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 เชื่อมต่อไปยังเมืองปากซันในประเทศลาว ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2558 เปิดเส้นทางการขนส่งไปยังท่าเรือเมืองวิน ประเทศเวียดนาม ก่อนจะส่งออกไปสู่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้" พ่อเมืองบึงกาฬกล่าว
ทั้งนี้ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม พ.ศ.2555 ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ "ในหลวงกับจังหวัดบึงกาฬ ราชาแห่งเกษตรกรรม", กิจกรรมส่งเสริมความรู้และอาชีพ ทั้ง ในรูปแบบการแข่งขันและการสาธิตต่างๆ อาทิ การประกวดสวนยางสวยงาม, การประกวดยางแผ่น, มุม "คลินิกยาง" เพื่อให้คำปรึกษาเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการเกษตร จากบริษัทชั้นนำต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ นกน้อย อุไรพร, ไผ่-พงศธร, ปู-พงษ์สิทธิ์, ศิริพร อำไพพงษ์ เป็นต้น งานนี้ต้องบอกว่าพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!
ปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) "เรา มุ่งหวังที่จะเป็นสื่อช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้หลักเข้าสู่ประเทศ ตลอดจนเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการช่วยผลักดันขับเคลื่อนการพัฒนาบึง กาฬสู่การเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อร่วมเสริมสร้างเศรษฐกิจของภาคอีสานและของประเทศไทยต่อไปในอนาคต"
ลักษณ์ วจนานวัช
ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ "จังหวัด บึงกาฬถือเป็นเมืองหลวงของยางพาราแห่งภาคอีสาน มีการรวมตัวของเกษตรกรทั้งในระดับวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์กว่า 80 กลุ่ม และในภาพรวมนั้นมีห่วงโซ่ของการผลิต ยางพารา ที่ครบวงจรทั้งการผลิต การแปรรูป และการตลาด ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้วางยุทธศาสตร์สนับสนุนเงินทุนให้แก่ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยางพาราที่กำลังขยายตัวได้"
ชัชวาลย์ ชัยเชาวรัตน์
ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "ตั้งแต่ ประมาณปี พ.ศ.2530 ที่เราได้เริ่มบุกเบิกการปลูก ยางพารา ที่จังหวัดหนองคาย มาถึงวันนี้ อยากจะให้พี่น้อง โดยเฉพาะในอีก 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มาดูต้นแบบที่บึงกาฬว่าเขาทำอย่างไรถึง ประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาชีวิตของเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง ผมเชื่อมั่นว่าในอนาคตยางพาราจะเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของชาวอีสาน"
ประเทศไทยกับการเป็นผู้นำการผลิตยางพาราโลก
ข่าววันนี้ : เครื่องรีดยาง , เครื่องรีดยางพารา
ความ ต้องการ ยางพารา ในตลาดโลกจะยังคงขยายตัวสูงแบบก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยตลาดหลักสำคัญเป็นจีนและอินเดียที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำตลาดแบบไร้คู่แข่งจาก การเข้าร่วมประชุม Kerala Rubber Convention 2011 ที่รัฐเกรละ แหล่งปลูกยางพาราสำคัญของอินเดีย ในปี 2554 นี้คาดว่าผลผลิตยางพาราอินเดียจะไม่พอเพียงกับความต้องการ และต้องนำเข้าไม่น้อยกว่า 144,000 ตัน โดยจะมีการนำเข้าจากไทยและอินโดนีเซียเป็นหลัก
สาเหตุ
สำคัญเนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์อินเดียมีการเติบโตสูง โดยในปี 2553
ขยายตัว 26% มียอดการผลิตถึง 15.5 ล้านคัน
ขณะที่ผลผลิตยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
สำหรับแนวโน้มความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะยังคงขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง
ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีความต้องการ 13.1 ล้านตัน
และ ในปี 2563 จะเพิ่มเป็น 15.4 ล้านตัน จากปัจจุบันที่มีความต้องการ 11
ล้านตัน
สำหรับสถานการณ์ตลาด ยางพารา โลกที่สำคัญ มีดังนี้
1. การบริโภคยางในตลาดโลก ความต้องการยางพาราในตลาดโลกในปี 2554 มีราว 10.97
ล้านตัน ขยายตัว 4.6% ผู้บริโภครายใหญ่ ได้แก่ จีน (3.75 ล้านตัน) อินเดีย
(1.06 ล้านตัน ) สหรัฐ (879,000ตัน) และญี่ปุ่น (769,000 ตัน)
โดยปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ คือ
อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตสูงในจีนและอินเดีย
แนวโน้มความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะยังคงขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องใน 10
ปีข้างหน้า โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีความต้องการ 13.1 ล้านตัน และ ในปี 2563
จะเพิ่มเป็น 15.4 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตจะมีเพียง13.8 ตัน
จึงเป็นที่เกรงกันว่าอาจเกิดการขาดแคลนยางพาราในอนาคตอันใกล้
ใน
ส่วนของจีน ในปี 2553 จีนมีการบริโภคยางพารา 3.75 ล้านตัน
แต่กลับมีผลผลิตในประเทศเพียง 20% ของความต้องการ
และมีแนวโน้มลดต่ำกว่าความต้องการสูงยิ่งขึ้น
จีนจึงต้องนำเข้ายางพาราเป็นหลัก และต้องเข้าไปลงทุนปลูกยางในเวียดนามด้วย
ผู้บริโภคสำคัญในจีนเป็นอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์คิดเป็น 70%
ของการบริโภครวม ปัจจุบันจีนมีพื้นที่ปลูกยางรวมทั้งสิ้นกว่า 6 .5 ล้านไร่
ผลิต ยางพารา ได้ 687,000 ตันต่อปี สมาคมยางธรรมชาติของจีน (CNRA)
คาดว่าอุปสงค์ยางพาราของในจีนปี 2558 จะพุ่งสูงเกิน 4.8 ล้านตัน
เฉพาะอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์เพียงอุตสาหกรรมเดียวจะต้องการยางพารากว่า 3.3
ล้านตันในปี 2558
2.
ผลผลิตยางพาราโลก สถาบัน International Rubber Productivity รายงานว่า
ผลผลิตยางพาราโลก ในปี 2554 จะมีราว 10.99 ล้านตัน โดยผู้ผลิตสำคัญ ได้แก่
ไทย (3.44 ล้านตัน) อินโดนิเซีย (2.86 ล้านตัน) มาเลเซีย (1.11 ล้านตัน)
อินเดีย (916,000 ตัน) และเวียดนาม (795,000 ตัน -เป็นการลงทุนโดยจีน)
ไทยยังคงครองความเป็นผู้นำในการผลิตยางพาราไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลก ทำให้ภาคอีสานของไทยมีความชื้นสูงขึ้น
เหมาะแก่การปลูกยางพารา กล่าวโดยสรุป ประเทศไทย ณ
ปัจจุบันสามารถปลูก ยางพารา ได้ทุกพื้นที่ของประเทศในทุกๆ จังหวัด
3.
พื้นที่เพาะปลูกยางอินเดีย อินเดียมีพื้นที่ปลูกยาง 4.3 ล้านไร่ (ไทย 16
ล้านไร่) ผลผลิตต่อไร่ของอินเดีย 285.44 กิโลกรัม/ไร่ (ไทย ประมาณ 280
กิโลกรัม/ไร่) อย่างไรก็ตามพื้นที่เพาะปลูกยางของอินเดียส่วนใหญ่ 76%
กระจุกตัวอยู่ที่รัฐเกรละเป็นหลัก โดยเป็นรัฐที่ผลิตยางพาราได้ถึง 92%
ของ
อินเดียแม้ว่าจะมีความพยายามปลูกที่รัฐอื่นเพิ่มเติม
แต่ผลผลิตต่อไร่ก็ไม่สูงเท่าเกรละ (ฤดูฝนของเกรละเป็นช่วง มิย.-ส.ค.)
ซึ่งเป็นรัฐเดียวที่มีภูมิประเทศและฝนตกชุกคล้ายภาคใต้ของไทย
แม้จะมีความพยายามพัฒนาสายพันธุ์ยางฯ
ให้ทนอากาศร้อนและสามารถปลูกนอกเกรละแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
อินเดียกำลังพิจารณาลงทุนปลูกยางพาราในแอฟริกาเพื่อตอบรับกับปัญหายางพารา
ที่จะขาดแคลนในอนาคต
4. อุตสาหกรรมยานยนต์อินเดียเป็นผู้บริโภคยางพารารายใหญ่ โดยมีสัดส่วนถึง 62% ใน
ปี 2553 อินเดียมีการผลิตยานยนต์ 15.5 ล้านคัน ขยายตัว 26% (จีน 18.1
ล้านคัน ขยายตัว 32% สำหรับในปี 2554 คาดว่าจะขยายตัว 15%)
ทั้งนี้การผลิตยานยนต์อินเดียแบ่งเป็น จักรยานยนต์ 76% รถยนต์นั่งส่วนบุคคล
16.25% รถบัสและรถบรรทุก 4.36% รถสามล้อเครื่อง 3.39% อุตสากรรมหลักที่มีการบริโภคยางพารา ได้แก่ ยางรถยนต์/จักรยานยนต์
(55%)ยางจักรยาน/ยางใน (11%) รองเท้า (10%) สายยาง (5%) และอื่นๆ (19%)
5. อุปสงค์-อุปทาน ยางพารา ในอินเดีย ใน
ปี 2554 คาดว่าอินเดียจะบริโภคยางพารา 1.06 ล้านตัน (ขยายตัว 5.2%)
ขณะที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพียง 916,000 ตัน จึงต้องมีการนำเข้าประมาณ 144,000
ตัน (เพิ่มขึ้น 105%)
อินเดียมีแนวโน้มต้องนำเข้ายางพาราเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยปี 2553
อินเดียมีการนำเข้ายางจากต่างประเทศเป็นปริมาณมากกว่า 70,000 ตัน เพิ่มขึ้น
42% แหล่งนำเข้าสำคัญอันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย(48%) รองลงมาเป็น ไทย
(37%) และศรีลังกา (7%) ตามลำดับ โดยเป็นการนำเข้าจากไทย 196
ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นสูงถึง 78% ทั้งนี้สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์
(Atma)
ให้ความเห็นว่าความต้องการนำเข้ายางพาราที่แท้จริงของอินเดียมีสูงถึง
200,000 ตันต่อปี ทั้งนี้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการรีไซเคิลยางมากขึ้น
แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเติบโต
สูงถึง 26% ต่อปี
6.
การเปิดตลาดยางพาราในอินเดีย อินเดียมีผู้ผลิตยางรถยนต์ รายใหญ่ 7 ราย
มีส่วนแบ่งตลาด 85% ของตลาดยางรถยนต์ ประกอบด้วยยี่ห้อ MRF, Apollo, JK
Inds, CEAT, Goodyear, Bridgestone และ Falcon
ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้เข้าร่วมพบปะกับผู้ประกอบการยางพาราและไม้ยางพาราจาก
จังหวัดตรังนำโดยพาณิชย์จังหวัด นายสุรัตน์ธาดา พิชยาภรณ์
ที่เยือนเมืองเจนใน ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2554
ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง คาดว่าในปี 2554
นี้ยอดการส่งออกไม้ยางพาราจะเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านบาท หรือขยายตัว
หรือขยายตัว 20% เมื่อเทียบกับปี 2553
อันเป็นผลโดยตรงจากการเปิดตลาดยางในอินเดียในครั้งนี้ ในส่วนของยางแผ่น
ก็ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการยางรถยนต์กันอย่างคับคั่งไม่แพ้กัน
เนื่องจากปัจจุบันอินเดียผลิตยานยนต์ได้ถึงปีละ 15 ล้านคัน ขยายตัวปีละ 25%
ขณะที่การผลิตยางพาราในประเทศกลับไม่พอกับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยาน
ยนต์
จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะสามารถขยายช่องทางตลาดสำคัญอย่างอินเดียเพื่อรองรับ
การขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านไร่ของไทยในปัจจุบัน
กล่าว
โดยสรุป ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงในตลาด ยางพารา โลก
ในขณะที่ความต้องการยางพารายังคงทะยานสูงขึ้นอย่างไม่มีท่าทีจะลดลงในอนาคต
อันใกล้ จึงกล่าวได้ว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
จะยังคงเป็นปีทองของผู้ประกอบการยางพาราไทยอย่างแน่นอน
ดร. ไพศาล มะระพฤกษ์วรรณ
ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ
ณ เมืองเจนไน
เครื่องมือสอง มาใหม่
![]() |
| เครื่องกลึงอีโคก้า 6ฟุต 460x1000 4เพลา 12เกียร์ นิ้วมิลไม่ต้องเปลี่ยนเฟือง เครื่องแน่นเงียบ |
![]() |
| เครื่องกลึงจินเหอ 6ฟุตครึ่ง 430x1100 4เพลา 12เกียร์ รูเพลา58mm. นิ้วมิลไม่ต้องเปลี่ยนเฟือง สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งานครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงซันซิง 12ฟุต 2.5ม. รุ่นSK26 สภาพสวยมากครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงต้ากัง 6ฟุต รุ่นTK-380L 4เพลา 12เกียร์ นิ้วมิลไม่ต้องเปลี่ยนเฟือง สภาพดีหน้าแท่นสวยครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงฝูว่าง 6ฟุตหนัก รูเพลา 3นิ้ว 600x1000ราง ป้อมมีดใหญ่ พร้อมใช้งาน |
![]() |
| เครื่องเจาะแขนเรเดียลซ้าย ยี่ห้อเกาหมิง KMR-1250DH รุ่นใหญ่พิเศษครับ ขวาไถผิ่นTPR-1230 สวยพร้อมใช้งานครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงYam 8ฟุต รุ่นงานหนัก สภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงจินเหอ 6ฟุตครึ่ง 430x1100 สภาพพร้อมใช้งานครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงชูชิง 8ฟุต รุ่นงานหนัก 760x1500 รูเพลา80mm.(3นิ้ว) คอสูง สภาพสวยมาก |
![]() |
| เครื่องกลึงฝูว่าง 6ฟุตหนัก รูเพลา3นิ้ว 600x1000 ราง,ป้อมมีดใหญ่ พร้อมใช้งานครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงวิคเตอร์ 5ฟุต 400x750 กลึงเกลียวนิ้วมิลไม่ต้องเปลี่ยนเฟือง สภาพพร้อมใช้งาน ยังไม่ได้ทำความสะอาดครับ |
![]() |
| เครื่องกลึงอีโคก้า 8ฟุตหนัก 660x1500 4เพลา 12เกียร์ นิ้วมิลไม่ต้องเปลี่ยนเฟือง เครื่องเพิ่งลงครับ พร้อมใช้งานครับ |
เพิ่มเติม สินค้าอยู่ในตู้
มีเครื่องกลึงลี่ไท่ 8ฟุต
เครื่องกลึง 10ฟุต 600x2000
เครื่อมิลลิ่งFirst M2 เข้ามา2ตัวครับ
เครื่องเจียรราบออโต้2แกน 300x600 2ตัวครับ
และมิลลิ่งอื่นๆอีก8ตัวครับ
เครื่องปาด2ตัว
เจียรกลมJACKMILL 1ตัว
เครื่องกลึง 10ฟุต 600x2000
เครื่อมิลลิ่งFirst M2 เข้ามา2ตัวครับ
เครื่องเจียรราบออโต้2แกน 300x600 2ตัวครับ
และมิลลิ่งอื่นๆอีก8ตัวครับ
เครื่องปาด2ตัว
เจียรกลมJACKMILL 1ตัว
ขาย เครื่องจักรกล มือสอง เครื่องกลึง เครื่องcnc เครื่องมิลลิ่ง เครื่องกระทุ้ง เครื่องไวร์คัท เครื่องพับเหล็ก เครื่องรีดยาง เครื่องสับยาง
รับ งานไวร์คัท ชิ้นส่วนอะไหล่ ตามต้องการ รับตัดชิ้นส่วนอะไหล่ เหล็ก อลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง รับพ่นทรายกันสนิมงานต่างๆตามต้องการ รับตัดโลหะด้วยเครื่องไวร์คัท ตามตัวอย่าง/ตามแบบที่ต้องการ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 088-202-0410,038-942-501
รับ งานไวร์คัท ชิ้นส่วนอะไหล่ ตามต้องการ รับตัดชิ้นส่วนอะไหล่ เหล็ก อลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง รับพ่นทรายกันสนิมงานต่างๆตามต้องการ รับตัดโลหะด้วยเครื่องไวร์คัท ตามตัวอย่าง/ตามแบบที่ต้องการ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 088-202-0410,038-942-501









+%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87+%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81.jpg)


