อุตสาหกรรมการแปรรูปยางพารา มี 3 ประเภท ได้แก่
1.อุตสาหกรรมยางแผ่นดิบ แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มแห้ง ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ซึ่งผลิตมากที่สุดประมาณร้อยละ 70 ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ ยางแท่ง ที.ที.อาร์. ร้อยละ 16 ตลาดที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป นอกจากนั้นคือ ยางเครพ ยางแผ่นผึ่งแห้ง และยางสกิม
กลุ่มเหลว ได้แก่ น้ำยางข้น หรือยางลาเท็กซ์ แนวโน้มตลาดมีความต้องการมากขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ
2.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการผลิตยางยานพาหนะ ซึ่งมีการผลิตมากที่สุดในปี 2542 จำนวน 76,606 ตัน คิดเป็นร้อยละ 33.83 รองลงมาคือ ถุงมือยาง จำนวน 38,405 ตัน ร้อยละ 16.7 และยางรัดของ จำนวน 20,985 ตัน ร้อยละ 9.2 โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมียางยืด ยางจักรยานยนต์ และอุตสาหกรรมรองเท้า
3.อุตสาหกรรมไม้ยางพารา เป็นอุตสาหกรรมที่พัฒนาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้คุณภาพดีตรงกับความต้องการของผู้ใช้ในรูปต่างๆ ได้แก่ ลังปลา ปาร์ติเกิลบอร์ด ของเด็กเล่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ไม้อัด เครื่องประดับตกแต่งภายในอาคาร ปัจจุบันเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูง และมีแนวโน้มขยายตัวมากยิ่งขึ้นจากจำนวน 74,110 ตัน ในปี 2541 เป็น 404,745 ตัน ในปี 2544 เพิ่มขึ้น 5.46 เท่าตัว โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2544 เท่ากับ 2,311.07 ล้านบาท ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกง
สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (NSO) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ในเดือนตุลาคมชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ
4 เดือน ที่ 3.4% จากราคาที่ลดลงของอาหารและสินค้าใช้สอย ซึ่งเป็นผลทำให้ดัชนีซึ่งใช้อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ในการคำนวณส่วนใหญ่นั้น
ลดลงแตะที่2.5% ในเดือนตุลาคม จากราคาที่ลดลงของน้ำมันพืช ข้าว ปลา และผัก NSO
ยังระบุว่า
อัตราเก็บค่าไฟที่ลดลงและราคาน้ำมันเบนซิลและดีเซลที่ลดลง ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาอยู่ในช่วงขาลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมสินค้าอาหารและพลังงานบางชนิด
ชะลอตัวแตะ 3.6% ในเดือนตุลาคมเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจ สถาบัน และสมาคมธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ 257 ราย ในช่วงไตรมาส 3/55 เกี่ยวกับแนวโน้ม ภาคธุรกิจในไตรมาส 4/55 พบว่า ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เน้นแรงงานเป็นหลักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจบางรายย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะมีอีกหลายรายอาจต้องทยอยย้ายฐานการผลิตในอนาคต โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าในไตรมาส 4 นี้ตลาดแรงงานยังตึงตัวต่อเนื่อง และหลังจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ จะทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานยังคงมีอยู่และอาจรุนแรงขึ้นในต้นปีหน้า เพราะแรงงานจะกลับคืนภูมิลำเนาเดิมมากขึ้น ภาคธุรกิจจะหาแรงงานยากขึ้นจนอาจทำให้บางธุรกิจที่ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานได้ เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า อาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น แต่ระยะยาวผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นว่าแรงงานจะย้ายกลับมาใช้พื้นที่อุตสาหกรรมตามเดิม เพราะไม่มีอุตสาหกรรมรองรับในภูมิลำเนา
อย่างไรก็ตาม
ได้มีการประเมินว่านโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศในต้นปี 2556 จะไม่ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานในวงกว้าง
เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ขาดแคลนแรงงานและจ่ายค่าแรงสูงกว่าอยู่แล้ว
แต่ทั้งนี้ธุรกิจก็จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น
เพื่อบริหารจัดการกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยาง
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯจะประชุมร่วมกับภาคเอกชนจากสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และภาคเอกชนในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาธร เพื่อระดมความคิดเห็นว่ากรมฯ ควรจะปรับเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพิ่มเติมอย่างไร และควรจะเพิ่มภารกิจในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ ในฐานะที่กรมฯ รับผิดชอบหน่วยงานด้านการค้าอย่างสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมากถึง 63 แห่งทั่วโลก กรมฯ ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และอยากให้เอกชนช่วยบอกสิ่งที่เอกชนต้องการ เพื่อให้การวางแผนในการผลักดันการส่งออกทำได้สอดคล้องกับ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด และกรมฯ จะได้นำข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น มาปรับใช้ในการ ทำแผนการทำงานของกรมฯ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าด้วย
อย่างไรก็ตาม กรมฯจะมีการหารือกับภาคเอกชนว่าควรจะมีการกำหนดกำไรความร่วมมือระหว่างกรมฯ
และภาคเอกชนโดยตรงหรือไม่
เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศและการผลักดันการส่งออก
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยางพารา
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอให้ ส.อ.ท. จังหวัดต่าง ๆ ช่วยเจรจาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในบางพื้นที่ เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (โอป๋อย) เนื่องจากในบางจังหวัดไม่สามารถคัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการได้ เพราะผู้ประกอบการหลายรายไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้กระทรวงมีความเป็นห่วงกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะในอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะรุนแรง และทุนต่างชาติจะเข้ามาขยายในตลาดไทย มากขึ้น หากธุรกิจที่ไม่มีความพร้อมก็จะเสี่ยงต่อการปิดกิจการหรือไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ เบื้องต้นกระทรวงจะใช้นโยบายเชิงรุกในการเข้าถึงตัวผู้ประกอบการให้มากขึ้น สำหรับโครงการโอป๋อยเป็นโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีการคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร แปรรูป หรือ อาหาร จังหวัดละ 2 รายต่อปี หรือประมาณ 150 รายต่อปี โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 485 ราย และสามารถผลักดันให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาศักยภาพจนเป็นผู้ส่งออก ได้แล้วประมาณ 50% ของผู้เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 50 สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยสถานประกอบการ ที่เข้าร่วมจะเป็นประเภทข้าว พืชไร่ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา แปรรูปอาหารทะเล มันสำปะหลัง แปรรูปไม้ สมุนไพรสปา แปรรูปน้ำมันปาล์ม เป็นต้น ซึ่งในปีงบประมาณ 55 ได้จัดงบฯ จำนวน 32 ล้านบาทและในปี 56 ก็จะจัดงบประมาณให้อีก 32 ล้านบาทในการช่วยพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการพัฒนาจะเน้นการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือลดต้นทุนการผลิต, การปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน,
การลดต้นทุนพลังงาน, การยกระดับมาตรฐานผลิต ภัณฑ์
เป็นระบบมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรในการ ยื่นขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ
กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด โดยการวางแผนการตลาด
รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
เรียบเรียงข่าวโดย เครื่องรีดยางพารา




