
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ส.อ.ท.) ขอให้ ส.อ.ท. จังหวัดต่าง ๆ ช่วยเจรจาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในบางพื้นที่ เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (โอป๋อย)
เนื่องจากในบางจังหวัดไม่สามารถคัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการได้
เพราะผู้ประกอบการหลายรายไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ
เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้กระทรวงมีความเป็นห่วงกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
เพราะในอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะรุนแรง และทุนต่างชาติจะเข้ามาขยายในตลาดไทย มากขึ้น
หากธุรกิจที่ไม่มีความพร้อมก็จะเสี่ยงต่อการปิดกิจการหรือไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้
เบื้องต้นกระทรวงจะใช้นโยบายเชิงรุกในการเข้าถึงตัวผู้ประกอบการให้มากขึ้น สำหรับโครงการโอป๋อยเป็นโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีการคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร แปรรูป หรือ อาหาร จังหวัดละ 2 รายต่อปี
หรือประมาณ 150 รายต่อปี โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 485 ราย
และสามารถผลักดันให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาศักยภาพจนเป็นผู้ส่งออก ได้แล้วประมาณ 50%
ของผู้เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 50 สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ
2,600 ล้านบาท โดยสถานประกอบการ ที่เข้าร่วมจะเป็นประเภทข้าว
พืชไร่ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา แปรรูปอาหารทะเล
มันสำปะหลัง แปรรูปไม้ สมุนไพรสปา แปรรูปน้ำมันปาล์ม เป็นต้น ซึ่งในปีงบประมาณ 55
ได้จัดงบฯ จำนวน 32 ล้านบาทและในปี 56 ก็จะจัดงบประมาณให้อีก 32
ล้านบาทในการช่วยพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการพัฒนาจะเน้นการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือลดต้นทุนการผลิต, การปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน,
การลดต้นทุนพลังงาน, การยกระดับมาตรฐานผลิต ภัณฑ์
เป็นระบบมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรในการ ยื่นขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ
กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด โดยการวางแผนการตลาด
รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ราคาปิดตลาด TOCOM ช่วง Day Session ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค.
55 ราคาเดือน 41153 ลดลง -3.4เยน Settle อยู่ที่ 325.7เยน ปริมาณ 11736
สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น 11,736 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด 6,812 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 328 เยน โดยราคาเปิด ลดลง -1.1 เยน(-0.33%)
ขึ้นไปสูงสุด 330.7 เยน โดยราคาสูงสุด เพิ่มขึ้น 1.6 เยน(0.49%)
ลงไปต่ำสุด 324.1 เยน โดยราคาต่ำสุด ลดลง -5 เยน(-1.52%)
ปิดตลาดที่ 326.4 เยน โดยราคาปิด ลดลง -2.7 เยน(-0.82%)
ส่วนราคา Settle อยู่ที่325.7 เยน
ราคา Settle ลดลง -3.4 เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -1.03%
คิดเป็นเงินไทย 122.07บาท/กก. ลดลง -1.27บาท/กก. และ หากคำนวนจากเยนญี่ปุ่นเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.4795 บาท/100เยน
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา ลดลง -1.6 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 6.6 เยน
ราคาปิดตลาด(Close)ยางเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน(SHFE) ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30
มี.ค. 55 ราคาเดือน พ.ค 2012เพิ่มขึ้น80หยวนปิดที่ราคา(close)
27,980หยวน/ตัน ปริมาณ421,970 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น421,970 สัญญา
ราคาเดือนพ.ค 2012ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น231,472 สัญญา
เปิดซื้อขายกันที่ 27,965 หยวน/ตัน ราคาเปิดตลาดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ขึ้นไปสูงสุดของวันที่ 28,090 หยวน/ตัน ราคาสูงสุดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 190 หยวน/ตัน หรือ 0.68%
ลงไปต่ำสุดของวันที่ 27,860 หยวน/ตัน ราคาต่ำสุดเปลี่ยนแปลง ลดลง -40 หยวน/ตัน หรือ -0.14%
และมาปิดที่ 27,980 หยวน/ตัน
ราคาปิดเพิ่มขึ้น80 หยวน/ตัน (ส่วนต่างนี้คำนวณโดยเอาราคาปิด(Close)ไปลบกับราคาSettleเมื่อวาน)
คิดเป็นเปอร์เซนต์ เพิ่มขึ้น0.29%
คิดเป็นเงินไทย135.98บาท/กก.เพิ่มขึ้น0.39บาท/กก. และ หากคำนวนจากหยวนเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท=4.86บาท/หยวน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดต่างกัน 230 หยวน/ตัน
หากเทียบกับราคาเปิดราคาจะ บวก 15 หยวน/ตัน
ส่วนราคา settle ของยางเซี่ยงไฮ้ SHFE เดือนส่งมอบพ.ค 2012 อยู่ที่ 27,965หยวน/ตัน เพิ่มขึ้น65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ราคา Settle ต่ำกว่าราคาปิด -15 หยวน
AFET ปิดตลาด ยาง RSS3 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน 41214
ลดลง -0.45 บาท ปิดที่ราคา 124.75 บาท ปริมาณการซื้อขาย 97สัญญา
ยาง RSS มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น97 สัญญา
ราคาเดือน 41214 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น58 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่124.5บาท/กก. ราคาเปิด ลดลง -0.7 บาท/กก.
ขึ้นไปสูงสุดที่125บาท/กก. ราคาสูงสุด ลดลง -0.2 บาท/กก.
ลงไปต่ำสุดที่ 124.05บาท/กก. ราคาต่ำสุด ลดลง -1.15 บาท/กก.
ราคาสูงสุดกับต่ำสุดต่างกัน 0.95 บาท
ปิดตลาดที่124.75บาท/กก.
ราคา ลดลง -0.45 บาท/กก.
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -0.36%
TOCOM ปิดตลาดช่วง Night Session ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค.
55 ราคาเดือน 41153 เพิ่มขึ้น 3.3เยน ปิดที่329เยน ปริมาณ 989 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น989 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด695 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 327.1 เยน โดยราคาเปิดเพิ่มขึ้น1.4เยน
ขึ้นไปสูงสุด 329 เยน โดยราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น3.3เยน
ลงไปต่ำสุด 326.5 เยน โดยราคาต่ำสุดเพิ่มขึ้น0.8เยน
ปิดตลาดที่ 329 เยน โดยราคาปิดเพิ่มขึ้น3.3เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ 1.01%
คิดเป็นเงินไทย 123.31บาท/กก. เพิ่มขึ้น 1.24บาท
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.48บาท/100เยน)
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา เพิ่มขึ้น 1.9 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 2.5 เยน
หมายเหต : ราคาปิดช่วง Night Session
นี้จะไม่ได้เป็นตัวตั้งในการคำนวณราคาในวันถัดไป
การคำนวณราคาในวันถัดไปจะใช้ราคา settement price ของช่วง Day session
นั้นคือ 325.7 เยน
ราคาปิดตลาดยาง SICOM ประเทศสิงค์โปร์ ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2555
ราคาเดือนใกล้(Spot monht)ไม่มีการซื้อขาย ส่วนราคาเดือนถัดไปที่มีการซื้อขายมีดังนี้
ราคายางRSS3 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน มิ.ย.ปิดที่396 เซนต์สหรัฐ ราคาเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่390 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด396 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 390 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 49 สัญญา
ราคายางTSR20 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน เม.ย.ปิดที่376 เซนต์สหรัฐ ราคาลดลง -1.9 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่375 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด376.2 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -1.7 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 375 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 602 สัญญา
ยางพาราและเครื่องรีดยางตกต่ำกำลังซื้อหดฉุดเศรษฐกิจใต้ระส่ำ คาดปีนี้รถยนต์ถูกยึดนับแสนคัน นาย
เพิก เลิศวังศ์พง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.)
เปิดเผยว่า ปัญหายางพาราราคาตกต่ำเหลือ 60 บาทต่อกิโลกรัม
เมื่อเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม
ส่งผลกระทบเศรษฐกิจภาคใต้ซบเซากำลังซื้อหดหายกว่า 50%
ผลพวงจากรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพาราลดลง ทั้งนี้ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือเกษตรกรขาดสภาพคล่องทางการเงิน
ส่งผลให้เกิดการยึดรถยนต์ทั่วภาคใต้
โดยประมาณว่าจะมีการยึดและคืนรถยนต์ประมาณเดือนละ 1 หมื่นคัน
และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรถยนต์ถูกยึดจำนวนนับแสนคัน
และมีสัญญาณบ่งชี้ว่าราคายางพาราจะตกต่ำสุดถึง 40-50 บาทต่อกิโลกรัม
เพราะตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้น
รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ขณะ
ที่นายวิฑูรย์ คู่พันธ์ทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พิธานพาณิชย์
ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า
ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
การซื้อขายรถจักรยานยนต์โดยรวมไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ที่คึกคักเป็นพิเศษ โดยไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 2-3% ขณะที่ไตรมาส 2
คาดว่าจะมีสัญญาณไม่ดีเช่นกัน เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำ นาย
วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า
ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่มีกำลัง
ซื้อ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขราคายางอย่างเร่งด่วน
เพราะเกษตรกรสวนยางจะเดือดร้อนจากการถูกยึดรถคืน
ส่วนกลุ่มรถยนต์ก็จะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม ขณะ
ที่เจ้าของร้านน้ำชารายใหญ่ เทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า
เศรษฐกิจในเขตเทศบาลตำบลแม่ขรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดย่ำแย่
ยอดขายสินค้าลดลงต่ำกว่า 50% จากแต่ก่อนหน้านี้มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300
ล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันมีเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท
โดยปัจจัยสำคัญคือยางพาราซึ่งเป็นรายได้หลักของชาว จ.พัทลุง ตกต่ำ
ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงตามไปด้วย
ที่มา : โพสต์ทูเดย์ (28 เมษายน 2556)
 |
| ตัวอย่าง เครื่องรีดยางเครป |
การทดสอบ
เครื่องรีดยาง
จากการทดสอบความสามารถอัตราการรีดยางสูงสุดเท่ากับ 77.60 กิโลกรัม
ต่อชั่วโมง และอัตราส่วนการระเหยน้ำสูงสุดเท่ากับ 0.40 กิโลกรัม
ต่อกิโลกรัม อัตราการลดความชื้นเท่ากับ 18.58 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 0.13 บาท ต่อกิโลกรัม
ซึ่งถือว่าผิวลูกรีดมีความร้อนสูงและสม่ำเสมอ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
มีต้นทุนการใช้จ่ายไม่มากนัก และสามารถนำ
เครื่องรีดยางไปใช้ได้จริง การสร้างเครื่องรีดยาง เป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต
โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางด้านการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ ได้จริง
และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยคือ
จุดมุ่งหมายหลักของนักศึกษาที่ศึกษาด้านเทคโนโลยีการเกษตร
โดยการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมา มาประยุกต์
ปรับปรุงดัดแปลงเพื่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุด
เครื่องรีดยาง
ชนิดให้ความร้อนโดยใช้ก๊าซหุงต้ม
เป็นอีกสิ่งประดิษฐ์หนึ่งจากมันสมองของคนไทย
ซึ่งในปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตยางแผ่นจะมี 2 ขั้นตอน คือการรีดยาง
และการตากแห้งหรือรมควัน ซึ่งในขั้นตอนการรีดยางนั้นได้มีการพัฒนา
เครื่องรีดยาง
โดยใช้แหล่ง
ความร้อนจากหลอดรังสีอินฟาเรดที่บรรจุอยู่ภายในลูกรีดช่วยลดความชื้น
แผ่นยางพาราไปพร้อมๆ กัน การใช้แหล่งความร้อนจากไฟฟ้าก็ยังประสบปัญหา
เจ้าของผลงานบอกว่า "โดยจุดมุ่งหมายหลักของเราคือ
การแก้ปัญหาที่เกิดจากการรีดแผ่นยางแบบเดิมที่ใช้แหล่งความร้อน
จากระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอของผิวลูกรีด
ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น
เราจึงได้ศึกษาและพัฒนาระบบการให้ความร้อนของต้นแบบเครื่องรีด
ยางพาราชนิดให้ความร้อน โดยใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG)
เป็นแหล่งความร้อนแทนพลังงานจากไฟฟ้า โดยตัว
เครื่องรีดยาง
ประกอบด้วยชุดลูกกลิ้ง 3 ชุด คือลูกรีดลดขนาด ลูกรีดกลมเกลี้ยง
และลูกรีดขึ้นลาย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.8 เซนติเมตร หน้ากว้าง 40
เซนติเมตร ขับเคลื่อนด้วยโซ่ พร้อมชุดเฟืองทด และมอเตอร์ ขนาด 1 แรงม้า
ภายในลูกรีดแต่ละชุดจะบรรจุท่อก๊าซหุงต้มเพื่อให้ความร้อนกับผิวลูกรีด
ราคายาง
ตลาดกลาง ยางพารา สงขลาปรับตัวสูงขึ้น ยางแผ่นดิบแตะระดับ 80.90 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.60 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 84.22 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.91 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว
จากการอ่อนค่าของเงินเยนที่แตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับนักลงทุนขานรับข่าวธนาคารยุโรป
(ECB.) แสดงความคิดเห็นในด้านบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน
รวมทั้งข้อมูลอัตราว่างงานของสหรัฐฯ ลดลงเกินความคาดหมาย
นอกจากนี้ ราคายาง ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานยางลดลงในช่วงฤดูยางผลัดใบ
อย่างไรก็ตาม ราคายางยังคงผันผวน
เพราะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี
และสต๊อคยางจีนที่มีอยู่จำนวนมาก
โดยแหล่งข่าวรายงานว่าที่ท่าเรืองชิงเต่ามีปริมาณกว่า 3 แสนตัน
เว็บข่าว : เครื่องรีดยางพารา

ข่าวโดย เครื่องรีดยาง : นาง
สาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงาน
รองรับการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.)
ได้ร่วมกันจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงานรองรับของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย 4
แผนงาน คือ แผนบริการจัดการทรัพย์สิน
โดยดำเนินการสำรวจทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน คัดแยกทรัพย์สินตามสภาพ
และจัดทำแผนการบริการจัดการทรัพย์สิน แผนการจัดอัตรากำลัง
จะทำการสำรวจโครงสร้างองค์กรอัตรากำลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งจัดทำโครงการรองรับพนักงานที่ไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานต่อไป
ขณะที่แผนการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติ
จะรวบรวมและปรับปรุงกฎระเบียบที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันให้มีความเหมาะสม
ทันสมัย และแผนการประชาสัมพันธ์
ซึ่งจะพิจารณาเลือกสื่อช่องทางการประชาสัมพันธ์
รวมถึงพิจารณาเนื้อหาและแผนการประชาสัมพันธ์
เพื่อไม่ให้การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกันและสนับสนุนส่งเสริมการทำงานในการพัฒนา
เกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกร
นาง
สาวสุพัตรา กล่าวด้วยว่า
ภาครัฐมีนโยบายที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับ ยางพารา เป็นการยางแห่งประเทศไทย
โดยในระยะเริ่มแรกมีนโยบายให้ สกย. และ อ.ส.ย.
ร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนรองรับของแต่ละหน่วยงาน
เพื่อการส่งเสริมและสงเคราะห์เกษตรกรสวนยางที่ทันสมัยเป็นระบบครบวงจรเป็น
การยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีเอกภาพในการพัฒนา ยางพารา ทั้งระบบ
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก
บริษัท เอเซียเกียร์ริ่ง จำกัด ผลิตและจำหน่าย เครื่องรีดยาง
145/1 ม.4 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง 21000
E-Mail : asiagearing@gmail.com
Tel. 088-202-0410
ขาย
เครื่อง รีด ยาง และ จำหน่าย เครื่อง รีดยาง สอบถาม ราคา เครื่อง รีด ยาง เราเป็น ร้าน เครื่อง รีด ยาง ที่ผลิตและสร้าง เครื่องรีดยาง
จำหน่าย เครื่อง รีด ยาง ราคา ถูกกว่าที่อื่น เพราะเราทำ เครื่องรีดยางยาง เครื่องรีดยางพารา เครื่องรีดยางเครป ด้วยตัวเองทั้งหมด
สินค้าและบริการ
เครื่องรีดยางแผ่น
เครื่องนวดยาง
ขาย เครื่อง รีด ยาง
ราคาเครื่องรีดยางพารา
ตัวอย่าง
เครื่องรีดยาง ของเรา
การเตรียมหลุมปลูก
หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม
การปลูกซ่อม
หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน
ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน
ภาคใต้และภาคตะวันออก
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
- คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำเย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริมที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดินโรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด
การปลูกพืชคลุมดินนี้จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อนหรือจะปลูกพร้อมๆกับปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้วก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการกำจัดวัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจากได้เตรียมดินวางแนวและกะ ระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อยไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อบำรุงพืชคลุมดิน
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยางได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือกสีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หาได้ง่ายเช่น
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมีถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี 150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุมที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถกำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืชได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง
การกำจัดหญ้าคา
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิมฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมีอีกครั้งในอัตราเดิม
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่นด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลังเจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่าดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏในฉลากที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21