อุตสาหกรรมยางพาราเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราขั้นต้นที่นำเอาน้ำยางสดที่กรีดได้จากต้นยางพารามาแปรรูปให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและสะดวกในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ยางพาราที่ผลิตได้แบ่งออกได้เป็น 5 ขนิด ได้แก่
- ยางแผ่นรมควัน
- ยางแท่ง
- ยางเครป
- ยางผึ่งแห้ง
- น้ำยางข้น
![]() |
| by เครื่องทำยางแผ่น |
จีนเป็นอีกประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียน +3 และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจกับไทยอย่างสูง ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยการค้าระหว่างไทยกับจีนได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยางพารา" ของไทยที่ส่งออกไปยังจีน เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการผลิตยางรถยนต์มากที่สุดในโลก ทำให้มีความจำเป็นในการใช้ยางพาราเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ในปริมาณที่สูงมากที่สุดในโลกเช่นกัน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับตลาดยางพาราจีนว่า อุตสาหกรรมยางรถยนต์ในจีนเป็นอุตสาหกรรมที่มีการกระจุกตัวสูง ผู้ผลิตรายใหญ่ 10 รายแรก มีผลผลิตรวมกันถึงร้อยละ 77 ของผลผลิตยางรถยนต์ทั้งหมด ปัจจุบันจีนอาศัยการนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศในการผลิตยางรถยนต์ โดยร้อยละ 70 ของยางรถยนต์จีนผลิตจากยางพาราต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์ทำให้จีนต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกยางพาราภายในประเทศ ตลอดจนเพิ่มการลงทุนธุรกิจยางพาราในต่างประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทั้งนี้ ผลผลิตจากยางพาราในประเทศจีน ปี 2554 มีเพียง 0.78 ล้านตัน ในขณะที่จีนมีความต้องการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราสูงถึงเกือบ 4.8 ล้านตัน ทั้งนี้ แหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของจีนอยู่ที่มณฑลไห่หนาน และยูนนาน ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดยางพาราธรรมชาติของจีนมากกว่าครึ่งของการนำเข้าทั้งหมดในปีที่ผ่านมา โดยสามารถส่งออกไปยังจีนประมาณ 1.1 ล้านตัน รองลงมาเป็นการส่งออกยางสังเคราะห์ปริมาณ 1.4 ล้านตัน ปริมาณที่ไทยส่งออกยางพาราไปยังจีนนั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด คาดว่าในปี 2563 จีนจะมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นสูงปีละ 11.5 ล้านตัน เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของผลผลิตยางพาราโลก
ทั้งนี้ จีนไม่มีมาตรการจำกัดปริมาณการนำเข้ายางธรรมชาติ แต่ผู้นำเข้าต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล โดยที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เนื่องจากจีนจัดให้ยางธรรมชาติเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว จึงมีการเก็บอัตราภาษีนำเข้ายางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และยางแท่งอยู่ที่ร้อยละ 20 น้ำยางข้นเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 7.5 อีกทั้งการนำเข้ายางทุกประเภทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 17 สำหรับในมณฑลกวางตุ้ง มีนำเข้ายางธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 2.5 จากการนำเข้ายางธรรมชาติทั้งหมดของจีน โดยมีรัฐวิสาหกิจหลักที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา คือ บริษัท Guangdong Agribusiness Group Corporation ที่มีสาขาในมณฑลต่าง ๆ และต่างประเทศ ด้วยรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันออกไปมากกว่า 260 แห่ง ตลอดจนมีสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เบนิน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยาง
ทั้งนี้ จีนไม่มีมาตรการจำกัดปริมาณการนำเข้ายางธรรมชาติ แต่ผู้นำเข้าต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล โดยที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เนื่องจากจีนจัดให้ยางธรรมชาติเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว จึงมีการเก็บอัตราภาษีนำเข้ายางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และยางแท่งอยู่ที่ร้อยละ 20 น้ำยางข้นเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 7.5 อีกทั้งการนำเข้ายางทุกประเภทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 17 สำหรับในมณฑลกวางตุ้ง มีนำเข้ายางธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 2.5 จากการนำเข้ายางธรรมชาติทั้งหมดของจีน โดยมีรัฐวิสาหกิจหลักที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา คือ บริษัท Guangdong Agribusiness Group Corporation ที่มีสาขาในมณฑลต่าง ๆ และต่างประเทศ ด้วยรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันออกไปมากกว่า 260 แห่ง ตลอดจนมีสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เบนิน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยาง
สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (NSO) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ในเดือนตุลาคมชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ
4 เดือน ที่ 3.4% จากราคาที่ลดลงของอาหารและสินค้าใช้สอย ซึ่งเป็นผลทำให้ดัชนีซึ่งใช้อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ในการคำนวณส่วนใหญ่นั้น
ลดลงแตะที่2.5% ในเดือนตุลาคม จากราคาที่ลดลงของน้ำมันพืช ข้าว ปลา และผัก NSO
ยังระบุว่า
อัตราเก็บค่าไฟที่ลดลงและราคาน้ำมันเบนซิลและดีเซลที่ลดลง ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาอยู่ในช่วงขาลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมสินค้าอาหารและพลังงานบางชนิด
ชะลอตัวแตะ 3.6% ในเดือนตุลาคมเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจ สถาบัน และสมาคมธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ 257 ราย ในช่วงไตรมาส 3/55 เกี่ยวกับแนวโน้ม ภาคธุรกิจในไตรมาส 4/55 พบว่า ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เน้นแรงงานเป็นหลักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจบางรายย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะมีอีกหลายรายอาจต้องทยอยย้ายฐานการผลิตในอนาคต โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าในไตรมาส 4 นี้ตลาดแรงงานยังตึงตัวต่อเนื่อง และหลังจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ จะทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานยังคงมีอยู่และอาจรุนแรงขึ้นในต้นปีหน้า เพราะแรงงานจะกลับคืนภูมิลำเนาเดิมมากขึ้น ภาคธุรกิจจะหาแรงงานยากขึ้นจนอาจทำให้บางธุรกิจที่ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานได้ เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า อาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น แต่ระยะยาวผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นว่าแรงงานจะย้ายกลับมาใช้พื้นที่อุตสาหกรรมตามเดิม เพราะไม่มีอุตสาหกรรมรองรับในภูมิลำเนา
อย่างไรก็ตาม
ได้มีการประเมินว่านโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศในต้นปี 2556 จะไม่ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานในวงกว้าง
เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ขาดแคลนแรงงานและจ่ายค่าแรงสูงกว่าอยู่แล้ว
แต่ทั้งนี้ธุรกิจก็จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น
เพื่อบริหารจัดการกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยาง
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯจะประชุมร่วมกับภาคเอกชนจากสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และภาคเอกชนในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาธร เพื่อระดมความคิดเห็นว่ากรมฯ ควรจะปรับเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพิ่มเติมอย่างไร และควรจะเพิ่มภารกิจในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ ในฐานะที่กรมฯ รับผิดชอบหน่วยงานด้านการค้าอย่างสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมากถึง 63 แห่งทั่วโลก กรมฯ ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และอยากให้เอกชนช่วยบอกสิ่งที่เอกชนต้องการ เพื่อให้การวางแผนในการผลักดันการส่งออกทำได้สอดคล้องกับ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด และกรมฯ จะได้นำข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น มาปรับใช้ในการ ทำแผนการทำงานของกรมฯ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าด้วย
อย่างไรก็ตาม กรมฯจะมีการหารือกับภาคเอกชนว่าควรจะมีการกำหนดกำไรความร่วมมือระหว่างกรมฯ
และภาคเอกชนโดยตรงหรือไม่
เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศและการผลักดันการส่งออก
เรียบเรียงข่าวโดย : เครื่องรีดยางพารา
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอให้ ส.อ.ท. จังหวัดต่าง ๆ ช่วยเจรจาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในบางพื้นที่ เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (โอป๋อย) เนื่องจากในบางจังหวัดไม่สามารถคัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการได้ เพราะผู้ประกอบการหลายรายไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้กระทรวงมีความเป็นห่วงกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะในอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะรุนแรง และทุนต่างชาติจะเข้ามาขยายในตลาดไทย มากขึ้น หากธุรกิจที่ไม่มีความพร้อมก็จะเสี่ยงต่อการปิดกิจการหรือไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ เบื้องต้นกระทรวงจะใช้นโยบายเชิงรุกในการเข้าถึงตัวผู้ประกอบการให้มากขึ้น สำหรับโครงการโอป๋อยเป็นโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีการคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร แปรรูป หรือ อาหาร จังหวัดละ 2 รายต่อปี หรือประมาณ 150 รายต่อปี โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 485 ราย และสามารถผลักดันให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาศักยภาพจนเป็นผู้ส่งออก ได้แล้วประมาณ 50% ของผู้เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 50 สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยสถานประกอบการ ที่เข้าร่วมจะเป็นประเภทข้าว พืชไร่ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา แปรรูปอาหารทะเล มันสำปะหลัง แปรรูปไม้ สมุนไพรสปา แปรรูปน้ำมันปาล์ม เป็นต้น ซึ่งในปีงบประมาณ 55 ได้จัดงบฯ จำนวน 32 ล้านบาทและในปี 56 ก็จะจัดงบประมาณให้อีก 32 ล้านบาทในการช่วยพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการพัฒนาจะเน้นการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือลดต้นทุนการผลิต, การปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน,
การลดต้นทุนพลังงาน, การยกระดับมาตรฐานผลิต ภัณฑ์
เป็นระบบมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรในการ ยื่นขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ
กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด โดยการวางแผนการตลาด
รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
เรียบเรียงข่าวโดย เครื่องรีดยางพารา
ราคาปิดตลาด TOCOM ช่วง Day Session ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค.
55 ราคาเดือน 41153 ลดลง -3.4เยน Settle อยู่ที่ 325.7เยน ปริมาณ 11736
สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น 11,736 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด 6,812 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 328 เยน โดยราคาเปิด ลดลง -1.1 เยน(-0.33%)
ขึ้นไปสูงสุด 330.7 เยน โดยราคาสูงสุด เพิ่มขึ้น 1.6 เยน(0.49%)
ลงไปต่ำสุด 324.1 เยน โดยราคาต่ำสุด ลดลง -5 เยน(-1.52%)
ปิดตลาดที่ 326.4 เยน โดยราคาปิด ลดลง -2.7 เยน(-0.82%)
ส่วนราคา Settle อยู่ที่325.7 เยน
ราคา Settle ลดลง -3.4 เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -1.03%
คิดเป็นเงินไทย 122.07บาท/กก. ลดลง -1.27บาท/กก. และ หากคำนวนจากเยนญี่ปุ่นเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.4795 บาท/100เยน
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา ลดลง -1.6 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 6.6 เยน
ราคาปิดตลาด(Close)ยางเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน(SHFE) ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน พ.ค 2012เพิ่มขึ้น80หยวนปิดที่ราคา(close) 27,980หยวน/ตัน ปริมาณ421,970 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น421,970 สัญญา
ราคาเดือนพ.ค 2012ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น231,472 สัญญา
เปิดซื้อขายกันที่ 27,965 หยวน/ตัน ราคาเปิดตลาดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ขึ้นไปสูงสุดของวันที่ 28,090 หยวน/ตัน ราคาสูงสุดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 190 หยวน/ตัน หรือ 0.68%
ลงไปต่ำสุดของวันที่ 27,860 หยวน/ตัน ราคาต่ำสุดเปลี่ยนแปลง ลดลง -40 หยวน/ตัน หรือ -0.14%
และมาปิดที่ 27,980 หยวน/ตัน
ราคาปิดเพิ่มขึ้น80 หยวน/ตัน (ส่วนต่างนี้คำนวณโดยเอาราคาปิด(Close)ไปลบกับราคาSettleเมื่อวาน)
คิดเป็นเปอร์เซนต์ เพิ่มขึ้น0.29%
คิดเป็นเงินไทย135.98บาท/กก.เพิ่มขึ้น0.39บาท/กก. และ หากคำนวนจากหยวนเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท=4.86บาท/หยวน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดต่างกัน 230 หยวน/ตัน
หากเทียบกับราคาเปิดราคาจะ บวก 15 หยวน/ตัน
ส่วนราคา settle ของยางเซี่ยงไฮ้ SHFE เดือนส่งมอบพ.ค 2012 อยู่ที่ 27,965หยวน/ตัน เพิ่มขึ้น65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ราคา Settle ต่ำกว่าราคาปิด -15 หยวน
AFET ปิดตลาด ยาง RSS3 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน 41214 ลดลง -0.45 บาท ปิดที่ราคา 124.75 บาท ปริมาณการซื้อขาย 97สัญญา
ยาง RSS มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น97 สัญญา
ราคาเดือน 41214 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น58 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่124.5บาท/กก. ราคาเปิด ลดลง -0.7 บาท/กก.
ขึ้นไปสูงสุดที่125บาท/กก. ราคาสูงสุด ลดลง -0.2 บาท/กก.
ลงไปต่ำสุดที่ 124.05บาท/กก. ราคาต่ำสุด ลดลง -1.15 บาท/กก.
ราคาสูงสุดกับต่ำสุดต่างกัน 0.95 บาท
ปิดตลาดที่124.75บาท/กก.
ราคา ลดลง -0.45 บาท/กก.
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -0.36%
TOCOM ปิดตลาดช่วง Night Session ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน 41153 เพิ่มขึ้น 3.3เยน ปิดที่329เยน ปริมาณ 989 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น989 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด695 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 327.1 เยน โดยราคาเปิดเพิ่มขึ้น1.4เยน
ขึ้นไปสูงสุด 329 เยน โดยราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น3.3เยน
ลงไปต่ำสุด 326.5 เยน โดยราคาต่ำสุดเพิ่มขึ้น0.8เยน
ปิดตลาดที่ 329 เยน โดยราคาปิดเพิ่มขึ้น3.3เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ 1.01%
คิดเป็นเงินไทย 123.31บาท/กก. เพิ่มขึ้น 1.24บาท
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.48บาท/100เยน)
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา เพิ่มขึ้น 1.9 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 2.5 เยน
หมายเหต : ราคาปิดช่วง Night Session นี้จะไม่ได้เป็นตัวตั้งในการคำนวณราคาในวันถัดไป การคำนวณราคาในวันถัดไปจะใช้ราคา settement price ของช่วง Day session นั้นคือ 325.7 เยน
ราคาปิดตลาดยาง SICOM ประเทศสิงค์โปร์ ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2555
ราคาเดือนใกล้(Spot monht)ไม่มีการซื้อขาย ส่วนราคาเดือนถัดไปที่มีการซื้อขายมีดังนี้
ราคายางRSS3 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน มิ.ย.ปิดที่396 เซนต์สหรัฐ ราคาเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่390 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด396 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 390 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 49 สัญญา
ราคายางTSR20 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน เม.ย.ปิดที่376 เซนต์สหรัฐ ราคาลดลง -1.9 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่375 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด376.2 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -1.7 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 375 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 602 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น 11,736 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด 6,812 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 328 เยน โดยราคาเปิด ลดลง -1.1 เยน(-0.33%)
ขึ้นไปสูงสุด 330.7 เยน โดยราคาสูงสุด เพิ่มขึ้น 1.6 เยน(0.49%)
ลงไปต่ำสุด 324.1 เยน โดยราคาต่ำสุด ลดลง -5 เยน(-1.52%)
ปิดตลาดที่ 326.4 เยน โดยราคาปิด ลดลง -2.7 เยน(-0.82%)
ส่วนราคา Settle อยู่ที่325.7 เยน
ราคา Settle ลดลง -3.4 เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -1.03%
คิดเป็นเงินไทย 122.07บาท/กก. ลดลง -1.27บาท/กก. และ หากคำนวนจากเยนญี่ปุ่นเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.4795 บาท/100เยน
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา ลดลง -1.6 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 6.6 เยน
ราคาปิดตลาด(Close)ยางเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน(SHFE) ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน พ.ค 2012เพิ่มขึ้น80หยวนปิดที่ราคา(close) 27,980หยวน/ตัน ปริมาณ421,970 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น421,970 สัญญา
ราคาเดือนพ.ค 2012ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น231,472 สัญญา
เปิดซื้อขายกันที่ 27,965 หยวน/ตัน ราคาเปิดตลาดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ขึ้นไปสูงสุดของวันที่ 28,090 หยวน/ตัน ราคาสูงสุดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 190 หยวน/ตัน หรือ 0.68%
ลงไปต่ำสุดของวันที่ 27,860 หยวน/ตัน ราคาต่ำสุดเปลี่ยนแปลง ลดลง -40 หยวน/ตัน หรือ -0.14%
และมาปิดที่ 27,980 หยวน/ตัน
ราคาปิดเพิ่มขึ้น80 หยวน/ตัน (ส่วนต่างนี้คำนวณโดยเอาราคาปิด(Close)ไปลบกับราคาSettleเมื่อวาน)
คิดเป็นเปอร์เซนต์ เพิ่มขึ้น0.29%
คิดเป็นเงินไทย135.98บาท/กก.เพิ่มขึ้น0.39บาท/กก. และ หากคำนวนจากหยวนเป็นดอลลาร์สหรัฐได้
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท=4.86บาท/หยวน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดต่างกัน 230 หยวน/ตัน
หากเทียบกับราคาเปิดราคาจะ บวก 15 หยวน/ตัน
ส่วนราคา settle ของยางเซี่ยงไฮ้ SHFE เดือนส่งมอบพ.ค 2012 อยู่ที่ 27,965หยวน/ตัน เพิ่มขึ้น65 หยวน/ตัน หรือ 0.23%
ราคา Settle ต่ำกว่าราคาปิด -15 หยวน
AFET ปิดตลาด ยาง RSS3 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน 41214 ลดลง -0.45 บาท ปิดที่ราคา 124.75 บาท ปริมาณการซื้อขาย 97สัญญา
ยาง RSS มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น97 สัญญา
ราคาเดือน 41214 ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาดมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น58 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่124.5บาท/กก. ราคาเปิด ลดลง -0.7 บาท/กก.
ขึ้นไปสูงสุดที่125บาท/กก. ราคาสูงสุด ลดลง -0.2 บาท/กก.
ลงไปต่ำสุดที่ 124.05บาท/กก. ราคาต่ำสุด ลดลง -1.15 บาท/กก.
ราคาสูงสุดกับต่ำสุดต่างกัน 0.95 บาท
ปิดตลาดที่124.75บาท/กก.
ราคา ลดลง -0.45 บาท/กก.
คิดเป็นเปอร์เซนต์ ลดลง -0.36%
TOCOM ปิดตลาดช่วง Night Session ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มี.ค. 55 ราคาเดือน 41153 เพิ่มขึ้น 3.3เยน ปิดที่329เยน ปริมาณ 989 สัญญา
มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น989 สัญญา
ราคาส่งมอบเดือน 41153ซึ่งเป็นเดือนตัวแทนตลาด695 สัญญา
โดยเปิดซื้อขายกันที่ 327.1 เยน โดยราคาเปิดเพิ่มขึ้น1.4เยน
ขึ้นไปสูงสุด 329 เยน โดยราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น3.3เยน
ลงไปต่ำสุด 326.5 เยน โดยราคาต่ำสุดเพิ่มขึ้น0.8เยน
ปิดตลาดที่ 329 เยน โดยราคาปิดเพิ่มขึ้น3.3เยน
คิดเป็นเปอร์เซนต์ 1.01%
คิดเป็นเงินไทย 123.31บาท/กก. เพิ่มขึ้น 1.24บาท
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.48บาท/100เยน)
หากคำนวณจากราคาเปิดราคา เพิ่มขึ้น 1.9 เยน
ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด บวกลบกันแล้วห่างกัน 2.5 เยน
หมายเหต : ราคาปิดช่วง Night Session นี้จะไม่ได้เป็นตัวตั้งในการคำนวณราคาในวันถัดไป การคำนวณราคาในวันถัดไปจะใช้ราคา settement price ของช่วง Day session นั้นคือ 325.7 เยน
ราคาปิดตลาดยาง SICOM ประเทศสิงค์โปร์ ประจำวัน ศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2555
ราคาเดือนใกล้(Spot monht)ไม่มีการซื้อขาย ส่วนราคาเดือนถัดไปที่มีการซื้อขายมีดังนี้
ราคายางRSS3 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน มิ.ย.ปิดที่396 เซนต์สหรัฐ ราคาเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่390 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด396 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดเพิ่มขึ้น 1.5 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 390 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -4.5 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 49 สัญญา
ราคายางTSR20 ตลาดยางSICOM ราคาส่งมอบเดือน เม.ย.ปิดที่376 เซนต์สหรัฐ ราคาลดลง -1.9 เซนต์สหรัฐ
เปิดซื้อขายที่375 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ขึ้นไปสูงสุด376.2 เซนต์สหรัฐ ราคาสูงสุดลดลง -1.7 เซนต์สหรัฐ
ลงไปต่ำสุด 375 เซนต์สหรัฐ ราคาต่ำสุดลดลง -2.9 เซนต์สหรัฐ
ปริมาณการซื้อขาย 602 สัญญา
ยางพาราและเครื่องรีดยางตกต่ำกำลังซื้อหดฉุดเศรษฐกิจใต้ระส่ำ คาดปีนี้รถยนต์ถูกยึดนับแสนคัน นาย
เพิก เลิศวังศ์พง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.)
เปิดเผยว่า ปัญหายางพาราราคาตกต่ำเหลือ 60 บาทต่อกิโลกรัม
เมื่อเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม
ส่งผลกระทบเศรษฐกิจภาคใต้ซบเซากำลังซื้อหดหายกว่า 50%
ผลพวงจากรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพาราลดลง ทั้งนี้ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือเกษตรกรขาดสภาพคล่องทางการเงิน
ส่งผลให้เกิดการยึดรถยนต์ทั่วภาคใต้
โดยประมาณว่าจะมีการยึดและคืนรถยนต์ประมาณเดือนละ 1 หมื่นคัน
และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรถยนต์ถูกยึดจำนวนนับแสนคัน
และมีสัญญาณบ่งชี้ว่าราคายางพาราจะตกต่ำสุดถึง 40-50 บาทต่อกิโลกรัม
เพราะตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้น
รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ขณะ
ที่นายวิฑูรย์ คู่พันธ์ทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พิธานพาณิชย์
ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า
ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
การซื้อขายรถจักรยานยนต์โดยรวมไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ที่คึกคักเป็นพิเศษ โดยไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 2-3% ขณะที่ไตรมาส 2
คาดว่าจะมีสัญญาณไม่ดีเช่นกัน เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำ นาย
วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า
ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่มีกำลัง
ซื้อ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขราคายางอย่างเร่งด่วน
เพราะเกษตรกรสวนยางจะเดือดร้อนจากการถูกยึดรถคืน
ส่วนกลุ่มรถยนต์ก็จะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม ขณะ
ที่เจ้าของร้านน้ำชารายใหญ่ เทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า
เศรษฐกิจในเขตเทศบาลตำบลแม่ขรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดย่ำแย่
ยอดขายสินค้าลดลงต่ำกว่า 50% จากแต่ก่อนหน้านี้มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300
ล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันมีเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท
โดยปัจจัยสำคัญคือยางพาราซึ่งเป็นรายได้หลักของชาว จ.พัทลุง ตกต่ำ
ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงตามไปด้วย
ที่มา : โพสต์ทูเดย์ (28 เมษายน 2556)
ที่มา : โพสต์ทูเดย์ (28 เมษายน 2556)
![]() |
| ตัวอย่าง เครื่องรีดยางเครป |








