การปลูก ยางพารา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปีนี้ 2553 นับเป็นปีที่แล้งจัดในรอบหลายปีที่ผ่านมา...อาจเป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างมากครับ...ดังนั้น
สำหรับคนที่กำลังคิดจะปลูกยางพารา ในเขตนี้ ทั้งมือเก่าและมือใหม่ครับ
หยุดคิดและศึกษาสักนิดเถอะครับ จากรายงานของสถาบันวิจัยยางปี2550
ท่านจะได้ไม่เสี่ยงและมีโอกาสประสพผลสำเร็จได้ครับ
1. เป็นพื้นที่ที่ความลาดชันไม่เกิน 35 องศา ถ้าความลาดชันเกินกว่า 15 องศา จำเป็นต้องทำขั้นบันได
2. หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร มีการระบายน้ำดี ไม่มีชั้นหิน หรือชั้นดินดาน
3. ระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่าระดับผิวดินมากกว่า 1 เมตร
4. เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงร่วนทราย ไม่เป็นดินเกลือหรือดินเค็ม
5. ไม่เป็นพื้นที่นาหรือที่ลุ่มน้ำขัง สีของดินควรมีสีสม่ำเสมอตลอดหน้าตัดดิน
6. ดินไม่มีชั้นกรวดอัดแน่นหรือแผ่นหินแข็งในระดับสูงกว่า 1 เมตร เพราะจะทำให้ต้นยางไม่สามารถใช้น้ำในระดับรากแขนงในฤดูแล้งได้ และหากช่วงแล้งยาวนานจะมีผลทำให้ต้นยางตายจากยอด
Last sa 30 - พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง
7. ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร หากสูงเกินกว่านี้อัตราการเจริญเติบโตของต้นยางจะลดลง
8. ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)ระหว่าง 4.5-5.5 ไม่เป็นดินด่างปัจจัยทางภูมิอากาศ
1. ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี
2. มีจำนวนวันฝนตก 120-150 วันต่อปี
การปลูกยางในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
ได้พิจารณาปัจจัยด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะด้านอุทกวิทยาเป็นเกณฑ์เบื้องต้น แล้วนำไปประเมินความ
เหมาะสมของพื้นที่ร่วมกับแผนที่ความเหมาะสมของดิน นำมาจัดแบ่งเขตภูมิอากาศสำหรับยางพาราตามสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 6 เขต คือ
เขตที่ 1 ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี เป็นพื้นที่ที่ไม่แนะนำให้ปลูก ยางพารา
เขตที่ 2 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 เดือนมีศักยภาพในการปลูกยางพาราต่ำ
เขตที่ 3 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 3-4 เดือน
เป็นเขตที่เหมาะสมปานกลางสำหรับยางพารา การกระจายตัวของน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลผลิตยาง
เขตที่ 4 เป็นเขตที่เหมาะสมมากสำหรับยางพารา มีปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,500-2,200
มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 1-3 เดือน ปัจจัยด้านอุทกวิทยาไม่เป็นขีดจำกัด
เขตที่ 5 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมาก ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 2,300-3,000 มิลลิเมตรต่อปี
ปริมาณน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นขีดจำกัดต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตยาง
เขตที่ 6 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมากเกินไป จนเป็นขีดจำกัดที่รุนแรงสำหรับยางพาราทั้งใน
ด้านโรคและการเก็บเกี่ยวผลผลิต
จากการขยายพื้นที่ปลูกยางตามโครงการปลูก ยางพารา เพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จำนวน 1 ล้านไร่ แต่ความต้องการของเกษตรกรมีมากและมีความประสงค์ปลูกยางเอง ซึ่งบางพื้นที่อาจเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมประกอบกับในช่วงปี 2546-2547 ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ทั้งสวนยางก่อนเปิดกรีดและสวนยางที่เปิดกรีดแล้วได้รับผลกระทบ ทำให้พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง - 31ต้นยางยืนต้นตาย ซึ่งพบทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ดังนั้นสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้จำเป็นต้องมีการจัดการสวนยางอย่างถูกต้องจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอันเป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งมีหลายวิธีการ ดังนี้
1. ปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อช่วย
ให้โครงสร้างของดินดีขึ้น มีความร่วนซุย สามารถอุ้มน้ำและรักษาความชื้นในดินได้ดี
2. ดูแลรักษาสวนยางก่อนเข้าฤดูแล้ง โดยการใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นยางในช่วงอายุ 2 ปีแรก
หลังจากปลูก จะช่วยให้ดินเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ในช่วงฤดูแล้ง และทาปูนขาวบริเวณลำต้นเพื่อป้องกันลำต้นไหม้จากแสงแดด
3. ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางด้วยปุ๋ยเคมีร่วมปุ๋ยอินทรีย์ตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นยางสมบูรณ์แข็งแรง
4. สวนยางที่เปิดกรีดแล้ว ไม่ควรไถพรวนในระหว่างแถวยาง
5. กรณีที่ปลูกยางในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี หรือเกิดน้ำท่วมขัง ควรขุดคูระบายน้ำก่อนที่ต้นยาง
จะได้รับความเสียหาย โดยปกติควรขุดคูระบายน้ำให้ระดับน้ำใต้ดินอยู่ลึกจากระดับผิวดินมากกว่า 2
เมตร ขึ้นอยู่กับระดับน้ำใต้ดิน
ต้นยางที่ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม จะมีผลทำให้เจริญเติบโตช้า ไม่ต้านทานโรคและผลผลิตต่ำ
และยังอาจมีผลกระทบตามมาจากภัยธรรมชาติได้อีกด้วย ดังนั้น ในการตัดสินใจปลูกยางพารา เกษตรกรควรพิจารณาหลักเกณฑ์สำหรับการปลูกยางพาราให้เหมาะสม เช่น การเลือกพื้นที่ปลูก พันธุ์ยางที่เหมาะสมกับพื้นที่ และการจัดการสวนยางที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง สามารถทนต่อภาวะที่เกิดขึ้นจากความแห้งแล้งและภัยธรรมชาติอื่นๆได้
ที่มา http://www.rubberthai.com
เครื่องกลึง 5 ฟุต พร้อมใช้งาน
ราคา 140,000 บาท
| เครื่องกลึง 5 ฟุต |
| เครื่องกลึง 5 ฟุต |
| อุปกรณ์ของเครื่อง |
กระทรวงเกษตรฯ' ภายใต้ผลสำเร็จการประชุมสภาไตรภาคี ยางพารา - เกษตรทั่วไทย
การประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคี ยางพารา (International TripartiteRubber
Council : ITRC) และบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo)
ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 12
ธันวาคมที่ผ่านมาจบลงอย่างชื่นมื่นโดยได้ข้อสรุปที่จะปฏิบัติงานร่วมกันเป็น
ไปในทิศทางที่ดีและมีแนวโน้มสดใส
นอกจากจะได้แนวทางรักษาระดับราคา ยางพารา ไม่ให้ตกต่ำลงแล้ว
ยังมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้นพร้อมเพิ่มมูลค่าสินค้า
อันจะนำไปสู่การสร้างเสถียรภาพราคายางในระยะยาว
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประชุมสภาไตรภาคี ยางพารา ระดับรัฐมนตรีระหว่างประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย มีความเกี่ยวเนื่องกับมาตรการที่ดำเนินการอยู่และมาตรการในอนาคต เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าภายในปี 2556 ให้ประเทศสมาชิกระดมทุนเพื่อใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานและบริหารจัดการ IRCo จำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัดส่วนของไทยประมาณ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เหลือเป็นสัดส่วนของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้ขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการผลิต การตลาดและอุตสาหกรรมยางพาราไปสู่ประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ซึ่งสนใจที่จะเข้าร่วมเครือข่าย ทั้งยังมุ่งผลักดันเครือข่ายสู่กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ด้วย นอกจากนี้ ยังเห็นชอบในแผนการจัดตั้งตลาด ยางพารา และเครื่อจักรเกี่ยวกับ เครื่องรีดยาง ของภูมิภาคอาเซียน (Regional Rubber Market) ซึ่งจะเป็นตัวแทนของผู้ขาย และมีการซื้อขายยางแบบส่งมอบจริงในราคาเป็นธรรม
อีกทั้งยังได้ประเมินผลว่าด้วยมาตรการจำกัดการส่งออกยาง เป้าหมาย 300,000 ตัน เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติออกสู่ตลาดตามข้อตกลงของ ITRC จากความร่วมมือของทั้ง 3 ประเทศ ที่ได้ดำเนินการมาแล้วในอดีต มีผลทำให้ราคายางพาราอยู่ได้ในระดับราคา 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม สามารถช่วยพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำลงได้ โดยราคาซื้อขายภายในประเทศอยู่ที่ ประมาณ 75-85 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าราคายางทรุดตัวลงอีก ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็พร้อมประชุมระดับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้มาตรการจำกัดโควตาส่งออกเพิ่มขึ้น เป็น 500,000-700,000 ตัน และมาตรการอื่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรของประเทศสมาชิก
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นชอบในมาตรการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มมาก ขึ้นในแต่ละประเทศ ตามขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศตน และรับที่จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันด้วย โดยไทยได้นำเสนอว่า ควรมีการส่งเสริมให้นำ ยางพารา มาผสมกับยางมะตอยในการทำถนนแทนการใช้ยางแอสฟัล ติกส์ ซึ่งจะทำให้ได้ถนนที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐในการซ่อมบำรุงถนนได้ค่อนข้างมาก
อนาคตถ้ามีการทำถนน ยางพารา อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงและผลักดันราคายางให้ขยับตัวสูงขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราด้วย.
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประชุมสภาไตรภาคี ยางพารา ระดับรัฐมนตรีระหว่างประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย มีความเกี่ยวเนื่องกับมาตรการที่ดำเนินการอยู่และมาตรการในอนาคต เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าภายในปี 2556 ให้ประเทศสมาชิกระดมทุนเพื่อใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานและบริหารจัดการ IRCo จำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัดส่วนของไทยประมาณ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เหลือเป็นสัดส่วนของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้ขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการผลิต การตลาดและอุตสาหกรรมยางพาราไปสู่ประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ซึ่งสนใจที่จะเข้าร่วมเครือข่าย ทั้งยังมุ่งผลักดันเครือข่ายสู่กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ด้วย นอกจากนี้ ยังเห็นชอบในแผนการจัดตั้งตลาด ยางพารา และเครื่อจักรเกี่ยวกับ เครื่องรีดยาง ของภูมิภาคอาเซียน (Regional Rubber Market) ซึ่งจะเป็นตัวแทนของผู้ขาย และมีการซื้อขายยางแบบส่งมอบจริงในราคาเป็นธรรม
อีกทั้งยังได้ประเมินผลว่าด้วยมาตรการจำกัดการส่งออกยาง เป้าหมาย 300,000 ตัน เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติออกสู่ตลาดตามข้อตกลงของ ITRC จากความร่วมมือของทั้ง 3 ประเทศ ที่ได้ดำเนินการมาแล้วในอดีต มีผลทำให้ราคายางพาราอยู่ได้ในระดับราคา 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม สามารถช่วยพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำลงได้ โดยราคาซื้อขายภายในประเทศอยู่ที่ ประมาณ 75-85 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าราคายางทรุดตัวลงอีก ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็พร้อมประชุมระดับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้มาตรการจำกัดโควตาส่งออกเพิ่มขึ้น เป็น 500,000-700,000 ตัน และมาตรการอื่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรของประเทศสมาชิก
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นชอบในมาตรการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มมาก ขึ้นในแต่ละประเทศ ตามขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศตน และรับที่จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันด้วย โดยไทยได้นำเสนอว่า ควรมีการส่งเสริมให้นำ ยางพารา มาผสมกับยางมะตอยในการทำถนนแทนการใช้ยางแอสฟัล ติกส์ ซึ่งจะทำให้ได้ถนนที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐในการซ่อมบำรุงถนนได้ค่อนข้างมาก
อนาคตถ้ามีการทำถนน ยางพารา อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงและผลักดันราคายางให้ขยับตัวสูงขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราด้วย.
สิ่งประดิษฐ์จากราชมงคล ( เครื่องรีดยางพารา ชนิดให้ความร้อนด้วยก๊าซหุงต้ม)
การพัฒนาศักยภาพการผลิต โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางด้านการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยคือ จุดมุ่งหมายหลักของนักศึกษาที่ศึกษาด้านเทคโนโลยีการเกษตร โดยการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมา มาประยุกต์ ปรับปรุงดัดแปลงเพื่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุด เครื่องรีดยางพารา ชนิดให้ความร้อนโดยใช้ก๊าซหุงต้ม ผลงานของ สิรวิชญ์ อินวงศ์ และ สุทธิศักดิ์ วิจิตรสมบัติ นักศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรสภาพ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมี อาจารย์มโน สุวรรณคำ เป็นที่ปรึกษา เป็นอีกสิ่งประดิษฐ์หนึ่งจากมันสมองของเด็กไทย ซึ่งในปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตยางแผ่นจะมี 2 ขั้นตอน คือการรีดยาง และการตากแห้งหรือรมควัน ซึ่งในขั้นตอนการรีดยางนั้นได้มีการพัฒนาเครื่องรีดโดยใช้แหล่ง ความร้อนจากหลอดรังสีอินฟาเรดที่บรรจุอยู่ภายในลูกรีดช่วยลดความชื้น แผ่นยางพาราไปพร้อมๆ กัน การใช้แหล่งความร้อนจากไฟฟ้าก็ยังประสบปัญหา เจ้าของผลงานบอกว่า "โดยจุดมุ่งหมายหลักของเราคือ การแก้ปัญหาที่เกิดจากการรีดแผ่นยางแบบเดิมที่ใช้แหล่งความร้อน จากระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอของผิวลูกรีด ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น เราจึงได้ศึกษาและพัฒนาระบบการให้ความร้อนของต้นแบบเครื่องรีด ยางพาราชนิดให้ความร้อน โดยใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นแหล่งความร้อนแทนพลังงานจากไฟฟ้า
โดยตัว เครื่องรีดยาง ประกอบด้วยชุดลูกรีด 3 ชุด คือลูกรีดลดขนาด ลูกรีดกลมเกลี้ยง และลูกรีดขึ้นลาย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.8 เซนติเมตร หน้ากว้าง 40 เซนติเมตร ขับเคลื่อนด้วยโซ่ พร้อมชุดเฟืองทด และมอเตอร์ ขนาด 1 แรงม้า ภายในลูกรีดแต่ละชุดจะบรรจุท่อก๊าซหุงต้มเพื่อให้ความร้อนกับผิวลูกรีด
จากการทดสอบความสามารถอัตราการรีดยางสูงสุดเท่ากับ 77.60 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง และอัตราส่วนการระเหยน้ำสูงสุดเท่ากับ 0.40 กิโลกรัม ต่อกิโลกรัม อัตราการลดความชื้นเท่ากับ 18.58 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 0.13 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าผิวลูกรีดมีความร้อนสูงและสม่ำเสมอ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีต้นทุนการใช้จ่ายไม่มากนัก และสามารถนำไปใช้ได้จริง
อย่างไรก็ตาม เจ้าของโปรเจคได้บอกว่า ในอนาคตจะต้องมีการปรับปรุงอีกบางประการ เช่น หน้ากว้างของลูกรีดสั้นเกินไป ทำให้แผ่นยางมีขนาดไม่ได้มาตรฐานและการเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของลูกรีดเพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ และมีพื้นที่สัมผัสความร้อนเพิ่มขึ้น และการใช้ระบบเฟืองแทนโซ่ ส่งกำลังเพื่อให้ปรับระยะห่างลูกรีดให้เที่ยงตรงและมีความสะดวกขึ้น
ผู้ใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การพัฒนาศักยภาพการผลิต โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางด้านการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยคือ จุดมุ่งหมายหลักของนักศึกษาที่ศึกษาด้านเทคโนโลยีการเกษตร โดยการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมา มาประยุกต์ ปรับปรุงดัดแปลงเพื่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุด เครื่องรีดยางพารา ชนิดให้ความร้อนโดยใช้ก๊าซหุงต้ม ผลงานของ สิรวิชญ์ อินวงศ์ และ สุทธิศักดิ์ วิจิตรสมบัติ นักศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรสภาพ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมี อาจารย์มโน สุวรรณคำ เป็นที่ปรึกษา เป็นอีกสิ่งประดิษฐ์หนึ่งจากมันสมองของเด็กไทย ซึ่งในปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตยางแผ่นจะมี 2 ขั้นตอน คือการรีดยาง และการตากแห้งหรือรมควัน ซึ่งในขั้นตอนการรีดยางนั้นได้มีการพัฒนาเครื่องรีดโดยใช้แหล่ง ความร้อนจากหลอดรังสีอินฟาเรดที่บรรจุอยู่ภายในลูกรีดช่วยลดความชื้น แผ่นยางพาราไปพร้อมๆ กัน การใช้แหล่งความร้อนจากไฟฟ้าก็ยังประสบปัญหา เจ้าของผลงานบอกว่า "โดยจุดมุ่งหมายหลักของเราคือ การแก้ปัญหาที่เกิดจากการรีดแผ่นยางแบบเดิมที่ใช้แหล่งความร้อน จากระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอของผิวลูกรีด ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น เราจึงได้ศึกษาและพัฒนาระบบการให้ความร้อนของต้นแบบเครื่องรีด ยางพาราชนิดให้ความร้อน โดยใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นแหล่งความร้อนแทนพลังงานจากไฟฟ้า
โดยตัว เครื่องรีดยาง ประกอบด้วยชุดลูกรีด 3 ชุด คือลูกรีดลดขนาด ลูกรีดกลมเกลี้ยง และลูกรีดขึ้นลาย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.8 เซนติเมตร หน้ากว้าง 40 เซนติเมตร ขับเคลื่อนด้วยโซ่ พร้อมชุดเฟืองทด และมอเตอร์ ขนาด 1 แรงม้า ภายในลูกรีดแต่ละชุดจะบรรจุท่อก๊าซหุงต้มเพื่อให้ความร้อนกับผิวลูกรีด
จากการทดสอบความสามารถอัตราการรีดยางสูงสุดเท่ากับ 77.60 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง และอัตราส่วนการระเหยน้ำสูงสุดเท่ากับ 0.40 กิโลกรัม ต่อกิโลกรัม อัตราการลดความชื้นเท่ากับ 18.58 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 0.13 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าผิวลูกรีดมีความร้อนสูงและสม่ำเสมอ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีต้นทุนการใช้จ่ายไม่มากนัก และสามารถนำไปใช้ได้จริง
อย่างไรก็ตาม เจ้าของโปรเจคได้บอกว่า ในอนาคตจะต้องมีการปรับปรุงอีกบางประการ เช่น หน้ากว้างของลูกรีดสั้นเกินไป ทำให้แผ่นยางมีขนาดไม่ได้มาตรฐานและการเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของลูกรีดเพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ และมีพื้นที่สัมผัสความร้อนเพิ่มขึ้น และการใช้ระบบเฟืองแทนโซ่ ส่งกำลังเพื่อให้ปรับระยะห่างลูกรีดให้เที่ยงตรงและมีความสะดวกขึ้น
ผู้ใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
--กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม--
-พห-
ครม.อนุมัติงบฯ 5 พันลบ.ให้ อสย.ใช้รักษาเสถียรภาพราคายาง
นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับปรุงระบบการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ โดยอนุมัติให้องค์การสวนยางเบิกจ่ายเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตรในวงเงิน 5,000 ล้านบาท (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555)
นอกจากนี้ ให้ยกเว้นการค้ำประกันเงินกู้ขององค์การสวนยางกับธานาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์ (ธ.ก.ส) เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อน เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ค้ำประกันเงินกู้ระหว่าง ธ.ก.ส. กับสถาบันการเงินแหล่งเงินกู้แล้ว โดยมอบหมายให้องค์การสวนยาง ส่งรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษา เสถียรภาพราคายาง (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555) ให้คณะรัฐมนตรีประกอบการพิจารณาต่อไป
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ (24/01/56)
![]() |
| ตัวอย่าง เครื่องรีดยางเครป , เครื่องรีดยางเครพ |
การซื้อยางก้อนถ้วยในการผลิตยางเครพ
การซื้อยางก้อนถ้วยในการผลิตยางเครพ
จะรับซื้อยางก้อนถ้วยจากชาวบ้านเดือนละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 23 ตัน ซึ่งแต่ละครั้งจะรับซื้อห่างกัน 15 วัน ยางก้อนจะกำหนดการซื้อไว้ที่ 6-8 มีด โดยจะรับซื้อให้ราคาสูงกว่าลานประมูลยางก้อนถ้วยประมาณ 0.50 - 1 บาท
การผลิตยางเครพด้วยยางก้อนถ้วย
ในการผลิตยางเครพด้วยยางก้อนถ้วยในแต่ละวัน จะได้ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องจักร หรือเครื่องรีดเครพ ซึ่งขนาดของเครื่องจักรของเกษตรกรรายนี้ที่ใช้อยู่เป็นเครื่องจักรขนาด 12 นิ้ว โดยกำลังการผลิตยางเครพในแต่ละวันได้ประมาณ 3 ตัน
ขั้นตอนการผลิตยางเครพ
ยางก้อนถ้วยที่ซื้อจากเกษตรกร จะบรรจุใส่ถุงมา น้ำหนักต่อถุงประมาณ 40 - 45 กิโลกรัม
ทำการกรีดถุงพลาสติกออก แล้วผ่าแบ่งเป็น 4 ส่วน ๆ ละประมาณ 10 กิโลกรัม ในการทำยางเครพแต่ละแผ่น
ใส่ยางก้อนถ้วยเข้า เครื่องรีดยางเครพ ประมาณ 10 กิโลกรัม การรีดเครพ จะรีดประมาณ 3-4 รอบ เพื่อให้ยางเครพหนาประมาณ 1 ซม. ส่วนความยาวจะใช้กรรไกร หรือมีดตัด ตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้น้ำหนักต่อแผ่นเฉลี่ยประมาณ 6-8 กิโลกรัม
โดยใช้แรงงานจำนวน 4 คน/วัน จ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 250 บาท
เมื่อรีดเครพแล้ว จะเอาไปตากกับราวไม้ ที่มีแสงแดดร่ำไร หรือผึ่งลมไว้ประมาณ 7 วัน แล้วค่อยเก็บไว้ในโรงเก็บ พร้อมส่งขายต่อไป
เปรียบเทียบยางก้อนถ้วย กับ ยางเครพ
ยางก้อนถ้วยคุณภาพดี เมื่อนำมาเครพแล้วน้ำหนักจะลดลง หรือหายไปประมาณ 20 - 30% เช่น น้ำหนักยาง ก้อนถ้วย 100 กิโลกรัม เมื่อทำเครพแล้วผึ่งไว้ 7 วัน น้ำหนัก จะหายไปเหลือประมาณ 70 - 80 กิโลกรัม
สาเหตุที่น้ำหนักหายไป มากหรือน้อยจะขึ่นอยู่กับคุณภาพของยางก้อนถ้วย กรีดต่ำกว่า 6-8 มีด หรือมีสิ่งปลอมปนในเนื้อยาง และส่วนผสมน้ำกรดกับน้ำ ไม่ได้อัตราส่วนทำให้ยางก้อนจับตัวกันไม่ดี
ราคา ยางก้อนถ้วย ณ วันที่สอบถามข้อมูล รับซื้อราคากิโลกรัมละ 42.50 บาท และเมื่อนำไปเครพ แล้วขายจะได้ประมาณกิโลกรัมละ 61-62 บาท
เมื่อเครพแล้วไปขายที่ไหน
ปัจจุบัน เกษตรกรที่ทำยางเครพ จะนำไปขายให้โรงงานที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เดือนละ 2 ครั้ง ๆ ประมาณ 15 ตัน โดยมีค่าขนส่งกิโลกรัมละ 2 บาท
เร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยยางจะดำเนินการจัดมาตรฐานยางเครพจากยางก้อนถ้วย พร้อมเปิดตลาดประมูลยางเครพจากยางก้อนถ้วย ณ สำนักงานตลาดกลางยางพาราหนองคาย เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร
ปัญหาที่เกษตรอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ
แหล่งรับซื้อหรือตลาดใกล้บ้าน
สนับสนุนให้มีแหล่งเงินทุนกู้ยืมหมุนเวียน
แนะนำระบบการจัดการน้ำเสีย จากการทำยางเครพ ไม่ให้เกิดมลภาวะและกลิ่นเหม็น
กระแสการบอกกล่าวเล่าต่อของชาวสวนยางพารา นายทุน หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจส่งออกระดับนานาชาติต้องหันเหมาส่งออกยางแปรรูปแบบ หยาบๆ แต่สามารถสร้างมูลค่าได้ใกล้เคียงกับยางแผ่นเรียบเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังมีหลายๆ คนคิดว่า ยางเครพ เป็นยางคุณภาพต่ำ…
แต่ลืมนึกไปว่า ยางเครพ มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของยางที่นำมาผ่านเครื่องทำยางเครพ เช่น ถ้าหากว่าเรานำขี้ยาง ยางาก้อน ที่มีคุณภาพดี หรือ มีความบริสุทธิ์ โอกาสที่เราจะได้ยางเครพที่มีเปอร์เซนต์ยางสูงขึ้นก็มี และที่สำคัญการตีราคาของนักลงทุน หรือ บริษัทส่งออกก็ยึดเปอร์เซนต์ยางเป็นตัวตั้งทั้งนั้น…
ข้อจำกัดอยู่ที่ ชาวสวนยางรายย่อย ไม่กล้าที่จะลงทุนซื้อเครื่องรีดยางเครพ ราคาเริ่มต้นที่ 190,000 บาท ถ้าเป็นเครื่องรีดยางเครพใหม่ราคาจะเริ่มต้นที่ 500,000 บาท แต่ถ้าเราจะนำยาง หรือ ขี้ยาง เราไปทำยางเครพในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬเรา…อยู่ที่ อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น อบต.นาสิงห์ นะครับ…ใครที่สนใจลองๆ เอาขี้ยางไปลองทำแล้วจำหน่ายดูครับ…ว่าราคาจะได้เยอะกว่าขายขี้ยางปกติหรือ ไม่…ลองๆ ดูสัก 20 กิโลกรัมก็ได้…ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะได้กำไรดีกว่าเดิมหรือเปล่า
ยางเครพ (Crepe Rubber) เป็นยางที่ได้จากการนำเศษยางไปรีดด้วยเครื่องรีดยางสองลูกกลิ้ง โดยทั่วไปเรียกว่าเครื่องเครพ จะมีการใช้น้ำในการทำความสะอาดในระหว่างการรีด เพื่อนำสิ่งสกปรกออกจากยางในขณะรีดยาง เนื่องจากยางที่ใช้โดยมากเป็นยางที่มีมูลค่าต่ำมีสิ่งสกปรกเจือปนค่อนข้าง มาก เช่น น้ำยางสกิม เศษยางก้นถ้วย เศษยางที่ติดบนเปลือกไม้หรือติดบนดิน และเศษยางที่ได้จากการผลิตยางแผ่นรมควัน เป็นต้น หลังจากรีดในเครื่องเครพแล้วจะนำยางไปผึ่งแห้ง หรืออบแห้งด้วยลมร้อน ยางเครพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเข้ม และมีหลายรูปแบบ เช่น ยาง Brown crepe, Flat bark crepe , Skim crepe และ Blanket crepe เป็นต้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ส่วนยางเครพขาวเป็นยางเครฟที่ได้มาจากน้ำยาง ที่มีการกำจัดสารเกิดสีในน้ำยางคือ สารบีตา-แคโรทีน ซึ่งมีสีเหลืองอ่อน โดยการฟอกสียางให้มีสีขาวด้วยสารเคมี เช่น xylyl mercaptane (0.05 wt%) หรือ totyl mercaptan (0.05 wt%) และ sodium bisulfide (0.5-0.75 wt%) ก่อนการทำให้ยางจับตัวกันเป็นก้อนด้วยกรด ยางเครพขาวเป็นยางที่มีคุณภาพและราคาค่อนข้างสูง
ที่มา : http://th.wikipedia.org
ข่าววันนี้ : เครื่องรีดยาง , เครื่องรีดยางพารา
นครศรีธรรมราช/ เมื่อเร็วๆ นี้ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อมอบนโยบายและตรวจเยี่ยมองค์การสวนยาง สำนักงานใหญ่ ที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช มีนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการสวนยางและคณะร่วมให้การต้อนรับ
นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งที่สองที่ตนเดินทางไปมอบนโยบาย จึงขอเน้นย้ำให้ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริที่ อ.ส.ย.รับผิดชอบให้เต็มกำลังความสามารถเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว และขอให้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดรวมทั้งสรุป ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำสู่การแก้ไขโดยในปี 2556 ตนอยากให้ อ.ส.ย.มีกำไรสูงรายได้เข้ารัฐมากกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ เนื่องจากมีที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ถึง 41,000 ไร่ มีโรงงานมีสวนยางเป็นของตัวเองซึ่งสามารถแข่งขันกับเอกชนได้ ส่วนปัญหาโกดังเก็บยางให้ อ.ส.ย.ดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 20 มกราคมนี้ สำหรับการดำเนินการในช่วงต่อไป ให้หาโกดังที่มีความมั่นคงแข็งแรงน่าเชื่อถือคือหลังคาไม่รั่วมี รปภ. มีพาเลส และมีประกันภัยมาพร้อมกับโกดังด้วย สำหรับโกดังเก็บยางพาราที่ถูกไฟไหม้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนั้น ต่อไปผู้รับผิดชอบต้องหาทางป้องกันอย่าให้เกิดเหตุการณขึ้นอีก เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลและกระทบต่อความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะประธานบริหารโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางจะมีการประชุมติดตามความ คืบหน้าทุกวันพุธ พร้อมได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเช่นเดียวกับตนทุกประการ สำหรับข้อร้องเรียนที่มีการนำยางพารามาสวมสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรักษา เสถียรภาพราคายาง จนมีการนำไปอภิปรายในสภานั้น ตนได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปตรวจสอบแล้ว เพราะโครงการนี้รัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย
นายยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนของโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราที่รัฐบาลค้างจ่ายให้สถาบันเกษตรกร จำนวน 2,300 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ได้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วแต่ที่ช้าติดอยู่ที่กระทรวงการคลังในเรื่องของสัญญาค้ำประกันเนื่องจาก วงเงินไปผูกกับพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง เวลาเข้า ครม.ต้องเข้าเป็นแพ็กเกจจึงทำให้ล่าช้า ซึ่งขอยืนยันว่าโครงการนี้รัฐบาลเดินหน้าต่อแน่นอนและตนมั่นใจว่าราคา ยางพาราในปีนี้จะถึง 3 หลักเพราะความ ต้องการภายในประเทศมีมากขึ้น ราคาน้ำมันสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกดีขึ้นทำให้ประเทศต่างๆ นำเข้ายางพารามากขึ้นด้วย นอกจากนี้ผลผลิตยางพาราที่คาดการณ์ว่ามีประมาณ 3.2 ล้านตันแต่ตัวเลขลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะภาคใต้เนื่องจากฝนตกหนัก
นายยุทธพงศ์ ยังกล่าวถึงการก่อสร้างโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราที่ ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ว่าสัญญาครบกำหนดมาตั้งแต่เดือน ก.พ.55 แล้วแต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จซึ่งตนได้กำชับให้ดำเนินการให้เรียบร้อย ภายในเดือน ก.พ.56 โดยตนจะเดินทางมาเปิดโรงงานด้วยตัวเอง
ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง (18/01/2556)



