ราคายาง
ตลาดกลาง ยางพารา สงขลาปรับตัวสูงขึ้น ยางแผ่นดิบแตะระดับ 80.90 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.60 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 84.22 บาท/กก.
ปรับตัวสูงขึ้น 0.91 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว
จากการอ่อนค่าของเงินเยนที่แตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับนักลงทุนขานรับข่าวธนาคารยุโรป
(ECB.) แสดงความคิดเห็นในด้านบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน
รวมทั้งข้อมูลอัตราว่างงานของสหรัฐฯ ลดลงเกินความคาดหมาย
นอกจากนี้ ราคายาง ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานยางลดลงในช่วงฤดูยางผลัดใบ
อย่างไรก็ตาม ราคายางยังคงผันผวน
เพราะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี
และสต๊อคยางจีนที่มีอยู่จำนวนมาก
โดยแหล่งข่าวรายงานว่าที่ท่าเรืองชิงเต่ามีปริมาณกว่า 3 แสนตัน
เว็บข่าว : เครื่องรีดยางพารา

ข่าวโดย เครื่องรีดยาง : นาง
สาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงาน
รองรับการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.)
ได้ร่วมกันจัดทำรายงานการศึกษาและแผนงานรองรับของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย 4
แผนงาน คือ แผนบริการจัดการทรัพย์สิน
โดยดำเนินการสำรวจทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน คัดแยกทรัพย์สินตามสภาพ
และจัดทำแผนการบริการจัดการทรัพย์สิน แผนการจัดอัตรากำลัง
จะทำการสำรวจโครงสร้างองค์กรอัตรากำลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งจัดทำโครงการรองรับพนักงานที่ไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานต่อไป
ขณะที่แผนการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติ
จะรวบรวมและปรับปรุงกฎระเบียบที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันให้มีความเหมาะสม
ทันสมัย และแผนการประชาสัมพันธ์
ซึ่งจะพิจารณาเลือกสื่อช่องทางการประชาสัมพันธ์
รวมถึงพิจารณาเนื้อหาและแผนการประชาสัมพันธ์
เพื่อไม่ให้การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกันและสนับสนุนส่งเสริมการทำงานในการพัฒนา
เกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกร
นาง
สาวสุพัตรา กล่าวด้วยว่า
ภาครัฐมีนโยบายที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับ ยางพารา เป็นการยางแห่งประเทศไทย
โดยในระยะเริ่มแรกมีนโยบายให้ สกย. และ อ.ส.ย.
ร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนรองรับของแต่ละหน่วยงาน
เพื่อการส่งเสริมและสงเคราะห์เกษตรกรสวนยางที่ทันสมัยเป็นระบบครบวงจรเป็น
การยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีเอกภาพในการพัฒนา ยางพารา ทั้งระบบ
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก
บริษัท เอเซียเกียร์ริ่ง จำกัด ผลิตและจำหน่าย เครื่องรีดยาง
145/1 ม.4 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง 21000
E-Mail : asiagearing@gmail.com
Tel. 088-202-0410
ขาย
เครื่อง รีด ยาง และ จำหน่าย เครื่อง รีดยาง สอบถาม ราคา เครื่อง รีด ยาง เราเป็น ร้าน เครื่อง รีด ยาง ที่ผลิตและสร้าง เครื่องรีดยาง
จำหน่าย เครื่อง รีด ยาง ราคา ถูกกว่าที่อื่น เพราะเราทำ เครื่องรีดยางยาง เครื่องรีดยางพารา เครื่องรีดยางเครป ด้วยตัวเองทั้งหมด
สินค้าและบริการ
เครื่องรีดยางแผ่น
เครื่องนวดยาง
ขาย เครื่อง รีด ยาง
ราคาเครื่องรีดยางพารา
ตัวอย่าง
เครื่องรีดยาง ของเรา
การเตรียมหลุมปลูก
หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม
การปลูกซ่อม
หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน
ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน
ภาคใต้และภาคตะวันออก
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
- คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำเย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริมที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดินโรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด
การปลูกพืชคลุมดินนี้จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อนหรือจะปลูกพร้อมๆกับปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้วก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการกำจัดวัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจากได้เตรียมดินวางแนวและกะ ระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อยไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อบำรุงพืชคลุมดิน
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยางได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือกสีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หาได้ง่ายเช่น
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมีถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี 150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุมที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถกำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืชได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง
การกำจัดหญ้าคา
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิมฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมีอีกครั้งในอัตราเดิม
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่นด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลังเจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่าดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏในฉลากที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21
การปลูก ยางพารา
นับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการสำรวจเมื่อปี 2537 พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 11.9 ล้านไร่ ผลิตยางได้ 1.72 ล้านตัน สามารถส่งออกขายยังต่างประเทศได้ถึง 1.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 41,352 ล้านบาท ดังนั้น ยางพาราจึงเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากพืชหนึ่ง และเพื่อเป็นการรักษาสภาพการผลิตและการส่งออกไม่ให้ลดต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกยางจึงควรมีความรู้และมีการปฏิบัติดูแลปรับปรุงสวนยางให้ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอและมีคุณภาพ
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป
สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้
พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่ ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก
พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)
พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261
พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235
พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121
พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255
พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260
ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง
ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่จะต้องโค่นไม้เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สารเคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้ หรือจะใช้รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน
หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง
เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับ ยางพารา
หลังจากที่ได้ผลผลิตเีกี่ยวกับการปลูกยางแล้ว แล้วนำยางที่ได้มาแปรรูป เครื่องจักรที่มีส่วนเกี่ยวข้องการมีบทบาทที่สำคัญ อาทิเช่น
เครื่องรีดยาง เครื่องรีดยางพารา จักรรีดยาง
เครื่องรีดยางเครป เป็นต้น ซึ่ง เครื่องจักรเหล่านี้ อาจมีราคาที่สูง ยกตัวอย่างเช่น
เครื่องรีดยาง และ เครื่องรีดยางเครป ราคาเริ่มต้นที่ 190,000 บาท แต่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในการนำยางพารามาแปรรูปเพื่อขายต่อก็ต้องยอมลงทุนในส่วนนี้
ลักษณะส่วนต่างๆ
ของ ยางพารา
ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่
ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
|
ราก
- เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น
- กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้
ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ
เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้
เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง
เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด |
|
|
|
ใบ
- เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ
ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า "ฉัตร" ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ
2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง
3 ปี จะไม่ผลัดใบ |
|
|
|
ดอก
- มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด
ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ |
|
|
|
ผล
- มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน
ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง
|
|
|
|
เมล็ด
- มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ
1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก
แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ
งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น
|
|
|
|
น้ำยาง
- เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง
ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น "เนื้อยาง" และส่วนที่
"ไม่ใช่ยาง" ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์ |
บริษัท เอเซียเกียร์ริ่ง จำกัด
ขาย
เครื่อง รีด ยาง และ จำหน่าย เครื่อง รีดยาง สอบถาม ราคา เครื่อง รีด ยาง เราเป็น ร้าน เครื่อง รีด ยาง ที่ผลิตและสร้าง เครื่องรีดยาง
จำหน่าย เครื่อง รีด ยาง ราคา ถูกกว่าที่อื่น เพราะเราทำ เครื่องรีดยางยาง เครื่องรีดยางพารา เครื่องรีดยางเครป ด้วยตัวเองทั้งหมด
สินค้าและบริการ
เครื่องรีดยางแผ่น
เครื่องนวดยาง
ขาย เครื่อง รีด ยาง
ราคาเครื่องรีดยางพารา
ตัวอย่าง
เครื่องรีดยาง ของเรา
ฤดูกาลที่เหมาะต่อการเปิดกรีดยางพารา

ในแต่ละรอบปี เมื่อพ้นฤดูฝน และย่างเข้าสู่ต้นฤดูหนาว
ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยางมากที่สุดช่วงหนึ่ง
เนื่องเพราะช่วงฤดูหนาวจะทำให้น้ำยางไหลนานและได้รับผลผลิตน้ำยางเป็นจำนวน
มากกว่าช่วงอื่น ๆ เป็นอย่างมากและเห็นชัดเจน และการเปิดกรีดในช่วงนี้
หน้ายางจะปลอดภัยจากการเข้าทำลายของเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นโรคเปลือกเน่า
(Mouldy rot) หรือโรคเส้นดำ (Black stripe)
ซึ่งโรคทั้งสองนี้
มักระบาดมากในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง
โดยเฉพาะกับต้นยางที่เพิ่งเปิดกรีด ที่เปลือกยางและเยื่อเจริญ (Cambium)
ยังค่อนข้างบางอยู่มาก
จึงมักจะทำให้เกิดอาการหน้ากรีดเน่าหรือเปื่อยเป็นแผลขนาดใหญ่
จนทำให้ต้นยางไม่สามารถสร้างเปลือกใหม่ที่สมบูรณ์
กลายเป็นเปลือกที่มีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ ยากต่อการกรีดซ้ำได้
และ
ถึงแม้ว่า ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเปิดกรีดยาง
แต่ถ้าขนาดต้นยางในสวนที่ระดับความสูง 150 เซ็นติเมตร
ยังโตไม่ได้ขนาดเส้นรอบวง 50 เซนติเมตร ก็ไม่ควรเปิดกรีดเป็นอย่างยิ่ง
เพราะผลเสียอย่างมหันต์จะต้องตามติดมาเป็นเงาตามตัว
อย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้